Archives February 2022

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน แบบคนฉลาดเลือก ที่จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่มากขึ้น

การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ถือเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในช่วงนี้ เพราะอยู่ติดบ้านมากขึ้น หรือบางคนได้ฤกษ์งามยามดี ย้ายเข้าบ้าน-คอนโดใหม่ปีนี้ เลยมองหาเฟอร์นิเจอร์สวยๆ มาตกแต่ง ซึ่งนอกจากจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านจากความชอบ และดีไซน์แล้ว ยังมีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง มาดู How to เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านแบบคนฉลาดเลือก ที่จะทำให้บ้าน-คอนโดของคุณน่าอยู่มากขึ้นในทุกวันกัน

1. เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามขนาดพื้นที่ห้อง

สำหรับแบบบ้านที่มีขนาดใหญ่ แต่ละห้องพื้นที่เยอะ ก็ไม่ต้องคิดหนักเลยเลือกเฟอร์นิเจอร์ได้ตามความชอบใจ แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมของห้องด้วย เช่น พื้นที่ห้องรับแขกใหญ่มาก แต่เลือกโซฟาตัวเล็กนิดเดียว ก็ทำให้ดูไม่สง่า และไม่สมกับประสิทธิภาพของพื้นที่ที่เรามีอยู่ แต่ถ้าพื้นที่ห้องเล็ก แคบ ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัดพื้นที่ซักหน่อย หรือถ้าเป็นไปได้ อาจทำบิ้วท์อินเพื่อการใช้งานที่ครบถ้วน และดูเป็นที่เป็นทาง เช่นชั้นวางของในห้องนอนที่มีขนาดเล็ก ก็อาจบิ้วท์ตู้ลอยจากพื้นเพื่อไม่ให้ดูเกะกะมากนัก

2.เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามสไตล์การตกแต่ง

สไตล์มูจิ

สไตล์มูจิ หรือ “เจแพนนีสสไตล์” นั่นเอง การตกแต่งสไตล์นี้จะเน้นใช้โทนสีอ่อน ทำให้เราคอนโทรลสีการแต่งได้ง่าย ช่วยทำให้บ้านอบอุ่นสบายตาขึ้นมาทันทีเลย เฟอร์นิเจอร์จะเน้นเป็นไม้ เพราะญี่ปุ่นมักจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ส่วนดีไซน์ก็แบบเรียบง่าย ไม่ต้องมาเป็นแกะสลักบาโร้คอะไรแบบนี้อย่าเด็ดขาด ญี่ปุ่นจะเน้นความเรียบง่าย มีม่านสีขาวบางๆ ที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ แล้วอย่าลืมที่จะหาซื้อของตกแต่งดีไซน์น่ารักมาเสริม ก็จะช่วยเติมเต็มให้บ้านน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่เป็นสาวกมินิมัลก็ สไตล์นี้แหละเข้ากับคุณที่สุด

สไตล์Rustic

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับสไตล์นี้ สไตล์นี้จะมีความ Country อยู่ อารมณ์ก็อบอุ่นสบายตา เพราะว่าสไตล์ Rustic เค้าเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆ สีก้อเข้มอ่อนได้เลยย แต่จะแนะนำให้มีความเข้มของสีนิดนึง เพราะมันจะมีความดิบๆ ของไม้มากกว่าสีอ่อน จะได้อารมณ์ความเป็น American country style สไตล์นี้เน้นธรรมชาติอย่างเปลือยๆ ยิ่งดิบยิ่งเท่ อย่างสีของผนังจะเป็นสีขาวหรือปูนเปลือยก็ได้

ถ้าเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมันดิบมากๆ แนะนำเป็นผนังสีขาวเพราะจะยิ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ของคุณดูโดดเด่นขึ้นอีก ใครที่รักธรรมชาติรักความสงบอบอุ่น สไตล์นี้ก็จะเหมาะกับคุณ

อย่าลืมว่าต้องหาต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับมาไว้ในบ้านด้วย ลดความแข็งของเฟอร์นิเจอร์ แล้วเพิ่มความนุ่มนวลด้วยไม้ประดับ

สไตล์ Industrial loft

สไตล์นี้ได้รับความนิยมแย่างมาก ดูได้จากคาเฟ่ๆ สวยๆ ชิคๆ ส่วนใหญ่ก็การตกแต่งแนวนี้ และง่ายต่อการทำให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครอีกด้วย อย่างที่รู้กันว่าสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์ มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงงานหรือโกดังในสมัยก่อน โทนสีก็นิยมเป็น “น้ำตาล ขาว เทา ดำ ในการตกแต่งซึ่งสีพวกนี้เป็นสีที่แทนมาจาก อิฐ ไม้ ปูน เหล็ก นั่นเอง ฉะนั้นแล้วสไตล์การตกแต่งแนวนี้ก็จะเป็นแนวโปร่งๆ โครงบ้านก็จะเป็นเหล็ก ผนังอิฐเปลือย นี่เห็นได้เกลื่อนเลยที่สไตล์นี้ต้องมี มันจะเพิ่มความทันสมัยมีสไตล์เข้ามาได้เยอะเลย เฟอร์นิเจอร์ก็เลือกจากหลายหลายวัสดุได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไม้ เป็นเหล็ก เพราะเป็นเสน่ห์ที่สื่อถึงสไตล์นี้ได้เป็นอย่างดี

อีกอย่างที่เติมเต็มก็คือการแขวนสิ่งของจากเพดาน จะเป็นการแขวนต้นไม้ แขวนโคมไฟ ก็มาประยุกต์ใช้กับสไตล์นี้ได้ ต้องมีอารมณ์ความเป็นศิลปินนิดนึงกับการแต่งบ้านสไตล์นี้ ถ้าหลงไหลกับความเท่ละก็ “สไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์” นี่แหละตอบโจทย์

สไตล์ vintage

ย สไตล์นี้ต้องเป็นความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะทำก็ทำ เพราะเสน่ห์ของวินเทจคือการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ “เก่าแต่เก๋า”คงใช้ได้กับสไตล์นี้เท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งมีเรื่องราวของกาลเวลาติดมาด้วย เป็นความทรงจำจากยุคสู่ยุค การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็หากใครมีใจรักในความย้อนยุคแบบออริจินัล ก็คงจะต้องไปเสาะแสวงหาเฟอร์นิเจอร์มือสองที่ถูกใจ ความชอบสไตล์ก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวเลย เพราะมันมีแค่อย่างละชิ้น แต่ถ้าใครไม่อยากไปหาของมือสองแล้วละก็ เดี๋ยวนี้เค้ามีเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจที่ใช้เทคนิคขัดสีเลียนแบบของเก่า ให้อารมณ์ย้อนยุคได้ไม่แพ้กัน

ส่วนการเลือกเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้ทำการบ้านก่อนว่าเราอยากได้วินเทจอารมณ์ไหน ถ้าชอบสีสันเรียบง่าย ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์สีขาว ครีม และเพิ่มสีสันด้วยสีด้วยสีพาสเทล จะทำให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล อาจจะเพิ่มลูกเล่นด้วยลายดอกหวานๆ ก็จะได้บรรยากาศ คลาสสิคโรแมนติค ถูกใจสาวหวานแน่นอน แต่ถ้าอยากให้มีกลิ่นอายของแฟชั่น ก็เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสัน จะช่วยสร้างความสนุกให้กับบ้านได้มากเลยทีเดียว

3.เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามการใช้งาน

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน บางชิ้นมีไว้โชว์ เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นมีไว้ใช้ เพราะฉะนั้นนอกจากดีไซน์สวยแล้วยังต้องใช้ประโยชน์ได้จริง ตอบโจทย์คุณและสมาชิกในครอบครัว เช่น

ห้องรับแขก/ห้องนั่งเล่น

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คือโซฟาและเก้าอี้ ลำดับแรกคือการเลือกขนาดให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง ถ้าห้องพื้นที่น้อย การใช้โซฟาแบบสองที่นั่งจะประหยัดพื้นที่และสะดวกต่อการนั่งสนทนาตั้งแต่ 2 คน อาจใช้เก้าอี้เสริมที่ยกเก็บได้ในเวลาที่แขกมาเยอะ โซฟาขนาดสามที่นั่งน่าจะเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่พอสมควร ส่วนการกำหนดความสูงเตี้ยของโซฟานั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ และรสนิยมของเจ้าของบ้าน ก่อนซื้อควรมีการทดลองนั่งก่อนว่าสบายถูกใจหรือไม่

โต๊ะ ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้เสียก่อน เช่น หากเลือกเป็นโต๊ะอาหารนั้น ควรมีความสูงประมาณ 724 มม. และเก้าอี้ต้องมีความสูงรับกันพอดี ส่วนโต๊ะเตี้ยที่วางใกล้โซฟา หรือเก้าอี้นั้นจะต้องรู้ว่าจะใช้ทำอะไร เช่น วางโคมไฟ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือวางถ้วยกาแฟ เป็นต้น แล้วเลือกให้มีความสูงที่เหมาะสม นอกจากนี้

ถ้าเลือกเก้าอี้ไม่มีเท้าแขน การเลือกโต๊ะที่มาเข้าคู่ อาจเตี้ยระดับเบาะรองนั่งได้ แต่ถ้ามีเท้าแขน โต๊ะก็ควรอยู่ต่ำกว่าเท้าแขนประมาณ 1-2 นิ้วเพื่อความสะดวกในการหยิบของหิ้งและชั้นเก็บของ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าเราต้องใช้เก็บอะไรบ้าง และต้องเก็บมากเท่าไร และสามารถดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานได้หรือไม่ อาจซื้อตู้เป็นแบบลอยตัวมาตั้งไว้ หรือบิ้วท์ตู้ให้ดูเรียบร้อยไปเลย ตามแต่ความชอบของแต่ละคน

ห้องรับประทานอาหาร

เป็นพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวใช้งานกันพร้อมหน้าพร้อมตา เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้จึงต้องจัดให้มีความเหมาะสมเพื่อรองรับทุกคนในบ้านได้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือจำนวนที่นั่ง เพราะจะส่งผลถึงขนาดเก้าอี้และโต๊ะที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง สำหรับเก้าอี้ เมื่อเลือกขนาดได้แล้วควรทดลองนั่งดูก่อน ความสูงของเก้าอี้ควรจะพอเหมาะที่จะทานอาหารบนโต๊ะได้อย่างสะดวก มีพนักที่ไม่เอนมากเกินไป หากเก้าอี้เป็นคนละเซ็ตกับโต๊ะ ควรเช็คขนาดให้ดี เพื่อให้เก้าอี้สามารถสอดเก็บใต้โต๊ะได้สำหรับโต๊ะ

เมื่อเลือกขนาดแล้ว ก็มาถึงเรื่องวัสดุผิวหน้าของโต๊ะอาหาร ควรจะมีความคงทน ไม่ชำรุดง่าย และทำความสะอาดได้สะดวก เช่น พลาสติกหรือกระจก ซึ่งช่วยป้องกันการขีดข่วนได้ แต่ถ้าชอบไม้ ก็ต้องดูแลรักษามากกว่าแบบอื่น

ห้องนอน

การจัดห้องนอนจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของห้องเป็นสำคัญ แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย การเลือกเตียง ควรมีขนาดที่พอดี ถ้าห้องเล็กก็ต้องยอมลดขนาดเตียงให้เล็กลง เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องเหลือพอที่จะใช้เป็นทางเดินและทำความสะอาดได้สะดวก แต่ทั้งนี้ก็ต้องสามารถนอนได้สบายอยู่ การเลือกเตียงแบบมีขาเป็นที่นิยมในสมัยนี้ เพราะทำให้ดูโปร่งโล่ง และทำความสะอาดได้ ไม่เก็บฝุ่น แต่บางคนชอบเตียงทึบ เพราะดูแข็งแรง ก็แล้วแต่ความนิยมตู้เสื้อผ้ามีความกว้างที่นิยมคือ 60 เซนติเมตรและมีความสูง 180-200 เซนติเมตร ขนาดของตู้แต่ละช่วงก็ควรจะมีขนาดประมาณ 45-60 เซนติเมตร เพราะเป็นขนาดที่สามารถทำบานตู้ติดได้สัดส่วนพอดี ซึ่งบานตู้ควรจะมีขนาดเปิดได้กว้างมองเห็นภายในตู้ได้ทั้งหมด

ถ้าห้องนอนมีขนาดแคบควรใช้บานตู้แบบเลื่อน ตู้เสือ้ผ้าที่มีกระจกเงาติดที่บานตู้ ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ ในกรณีที่พื้นที่ไม่พอที่จะวางโต๊ะเครื่องแป้ง หรือกระจกเต็มตัวต่างหาก นอกจากนี้ภายในตู้เสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายก็ไม่เหมือนกัน เพราะมีเครื่องใช้แตกต่างกัน ผู้หญิงจะมีชุดเสื้อผ้าที่ยาวกว่าฉะนั้นที่แขวนเสื้อจะต้องสูงกว่าคือมีความสูงประมาณ 170-180 เซนติเมตร ส่วนตู้ของผู้ชาย อาจจะจัดเป็นสองช่วงคือ สำหรับแขวนเสื้อข้างบน และแขวนกางเกงข้างล่าง

3.4 ห้องทำงาน…ถ้าเป็นการทำงานแบบจริงจัง และมีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ควรเลือกโต๊ะที่มีที่วางแป้นพิมพ์แบบลิ้นชัก ส่วนเก้าอี้ ก็ควรเป็นเก้าอี้นั่งทำงานโดยเฉพาะเพื่อรองรับแผ่นหลังและสรีระ แต่ถ้านั่งทำงานแบบนั่งเขียน การเลือกชุดโต๊ะทำงาน ก็สามารถเลือกได้ยืดหยุ่นกว่า อาจเลือกแบบตามความชอบได้เลย นอกจากโต๊ะและเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญมาก ควรเลือกแบบที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะต้องรองรับหนังสือปริมาณมาก ถ้ากลัวฝุ่นเยอะ ก็ควรเลือกตู้แบบมีบานปิดตู้ แต่ถ้าชอบแบบโปร่งๆโล่งๆ ก็เลือกชั้นที่ไม่มีแผ่นปิดด้านหลังตู้ อาจทำมาจากสเตนเลส เหล็กที่โครงสร้างสวยงาม ก็ทำให้ห้องทำงานดูทันสมัยดี


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด 2564 ใน6 จังหวัดหลักของภูมิภาค

ปี 2564 ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด มียอดขายที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักของภูมิภาค มีแนวโน้มทรงตัว หรืออาจหดตัวเล็กน้อยจากปี 2563 ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการจึงจะเน้นระบายอุปทานคงค้างซึ่งอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี คาดว่าธุรกิจมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในปี 2565-2566 โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจ ที่ทยอยฟื้นตัว และมาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ สำหรับปัจจัยกดดันการเติบโต ของธุรกิจในระยะข้างหน้า ได้แก่ หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย และความเข้มงวด ในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน อีกทั้งอุปสงค์ส่วนใหญ่ ได้ถูกดูดซับไปแล้วในช่วงปี 2563 จากการที่ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อส่งเสริมการขาย และเร่งระบายสต็อก สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ปรับลดลง ไม่มากนักในปี 2563 ขณะที่อุปสงค์ชาวต่างชาติเผชิญข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ

ข้อมูลพื้นฐาน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วน 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมาก เกิดการจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมไปกับการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่ง เป็นต้น

ธุรกิจที่อยู่อาศัยในภูมิภาคเติบโตและกระจุกตัวใน 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา ขอนแก่น และภูเก็ต สะท้อนจากการขออนุญาตก่อสร้างปี 2562 มีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 23% ของพื้นที่ขออนุญาตทั้งหมดทั่วประเทศ (แนวราบสัดส่วน 24%และแนวสูง 13% ของพื้นที่ขออนุญาตแนวราบ และแนวสูงทั่วประเทศ ตามลำดับ) และ 39% ของพื้นที่ต่างจังหวัดทั้งหมด (แนวราบสัดส่วน 37% และแนวสูง 73% ของพื้นที่ขออนุญาตทั้งแนวราบ และแนวสูงในต่างจังหวัดตามลำดับ)

ผลจากศักยภาพของพื้นที่ซึ่งมีทั้งเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา ทั้งยังได้อานิสงส์จากนโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคของภาครัฐที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต อาทิ แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)

ปัจจัยข้างต้นก่อให้เกิดการจ้างงาน การย้ายถิ่นฐาน และการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่เพิ่มขึ้น (ประชากรแฝงที่ย้ายเข้ามาพำนักเพื่อศึกษา และทำงาน รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน) นำมาสู่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะแนวราบ เนื่องจากราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก

ตลาดที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักยังพัฒนาไปได้ไม่มากจึงมีโอกาสเติบโตสูงในระยะข้างหน้า โดยแต่ละทำเลจะมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

 เชียงใหม่ กลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทย ส่วนอุปสงค์ต่างชาติจะมาจากชาวจีนที่นิยมลงทุนคอนโดมิเนียม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกันที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ 

ภูเก็ต ลูกค้าหลัก คือ ชาวจีน/ฮ่องกง ซึ่งมักซื้อแบบเหมายกชั้นหรือเหมาอาคารในโครงการที่มีหลายอาคาร รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อเพื่อลงทุนจากสิงคโปร์และรัสเซีย 

ชลบุรี ลูกค้าหลัก คือ นักลงทุนจีนและยุโรป 

ระยอง ลูกค้าหลักเป็นคนไทย ส่วนใหญ่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม หากเป็นบ้านเดี่ยวจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ส่วนทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมจะเป็นกลุ่มพนักงานระดับปฎิบัติการ โดยชลบุรีและระยองยังได้อานิสงส์จากโครงการ EEC ซึ่งภาครัฐมีแผนพัฒนาด้านการคมนาคม อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และสนามบินอู่ตะเภา ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เร่งเข้ามาพัฒนาพื้นที่จำนวนมาก 

นครราชสีมา ลูกค้าบ้านจัดสรรส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น กระจุกตัวบริเวณอำเภอเมือง ส่วนลูกค้าคอนโดมิเนียมมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย/เข้ามาศึกษา/ทำงาน และซื้อเพื่อลงทุนให้เช่า หากเป็นอำเภอปากช่องจะเป็นกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ที่ต้องการมีบ้านพักตากอากาศหรือบ้านพักหลังเกษียณ 

ขอนแก่น ลูกค้าหลักเป็นคนในพื้นที่ มีรายได้จากเงินเดือน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และลูกค้าประเภทธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขาย

แนวโน้ม ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด

ธุรกิจที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักมีแนวโน้มกลับมาเติบโตในปี 2565-2566 เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแผนขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรม ประกอบกับการแข่งขันในทำเลกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบมีความรุนแรงขึ้น สะท้อนจากราคาที่ดินเฉลี่ยปี 2563 ปรับขึ้น 8.0% จากปี 2562 อย่างไรก็ดี วิจัยกรุงศรีประเมินว่าปี 2564 ธุรกิจที่อยู่อาศัยจะทรงตัวหรืออาจหดตัวเล็กน้อยจากปี 2563 ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี จากหดตัว 6.1% ปี 2563 โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีความคืบหน้าโดยเฉพาะพื้นที่ EEC ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในชลบุรีและระยองฟื้นตัวได้เร็วกว่าจังหวัดอื่น ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนทั่วโลกรวมถึงไทย โดยการเปิดรับนักท่องเที่ยวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไข อาทิ ผู้เดินทางมาทำธุรกิจ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือผู้มาจากประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาใกล้เคียงกับปี 2562 (40 ล้านคน) ภายในปี 2567


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโด ฯลฯ

อสังหาเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแต่ทุกๆคน กลับข้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ อย่างใกล้ตัวแบบที่หลายคนคิดไม่ถึง ก่อนจะไปรู้จักว่า อสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ นั้นมีอะไรบ้าง เราไปทำความรู้จักกับ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ ว่ามีความแตกกต่างกันอย่างไร และอะไรเหมาะกับความต้องการของเรา โดยเราควรเลือกลงทุนใน ทรัพย์สินแบบไหน

สังหาริมทรัพย์

สิ่งที่บ่งบอกว่าอะไรคือ สังหาริมทรัพย์ นั้นแบ่งง่ายคือ สิ่งของที่เราสามารถเคลื่อนย้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็ก หรือของชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนขนาดเล็กอย่าง ต่างหู หรือแหวน ก็ถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสิทธิ์บัตร และลิขสิทธิ์ต่างๆก็ยังถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์

ในทางกลับกันเมื่อของที่เคลื่อนที่ได้คือ สังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทั้งหมดก็จะเป็นอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด อาคาร สำนักงาน โรงงาน หรือ แม่น้ำ บึง แร่ กรวด ทราย ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้นก็จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย จะเห็นได้ว่าแม้แต่ทรัพย์สินที่เป็นธรรมชาติก็นับได้ว่า เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะสรุปสั้นๆได้ว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นคือสิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือถ้าเคลื่อนย้ายก็จะใช้ความยากลำบาก และจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์นั้นๆได้

อสังหาริมทรัพย์ ต่างกันอย่างไรกับ สังหาริมทรัพย์

นอกจากการเคลื่อนย้ายได้ หรือเคลื่อนย้ายไม่ได้นั้น สิ่งที่แตกต่างอีกสิ่งหนึ่งนั้น คือมูลค่า โดยปกติแล้ว อสังหาริมทรัพย์มักจะมีมูลค่ามากกว่าค่าเสื่อม ในทางกลับกัน สังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไร ก็จะมีมูลค่าที่ลดน้อยลงไป แต่จะมีบ้างที่กลับกันเช่น ที่ดินรอบโรงงาน ในตอนที่โรงงานยังเปิด ก็จะยังเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่ามากกว่าค่าเสื่อม แต่เมื่อไรที่โรงงานปิดตัวลงทำให้ไม่มีคนงาน พื้นที่โดยรอบก็จะมีมูลค่าลดลง ในทางเดียวกัน สังหาริมทรัพย์ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้

ในกรณีที่สิ่งที่ครอบครองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องการ หรือเป็นของสะสม ก็จะสามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เช่น นาฬิกาบางรุ่น หรือวัตถุโบราณ รถโบราณ เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ จะเพิ่มขึ้นตามความจำเป็นในการใช้งาน แต่สังหาริมทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ จะต้องเป็นสิ่งที่บุคคลต้องการ การแบ่งแยกสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้เรารู้ว่าการถึงครองอสังหาริมทรัพย์ นั้นมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนในระยะมากกว่า

ลักษณะเด่นอีกอย่างของอสังหาริมทรัพย์ คือ เป็นทรัพย์สินที่มีอายุยืนยาวมาก โดยในทางเศรษฐกิจทั่วไป จะกำหนดอายุขัยเอาไว้ที่ประมาณ 50 ปี แต่ทางกายภาพของอาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างมักจะมีอายุขัยจริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น หากนำไปใช้ในการสร้างรายได้ จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นอีกในระยะยาว

ด้วยราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยปกติจะมีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลง จึงเหมาะกับการถือครองไว้ในระยะยาว เพราะในระยะสั้นราคาจะมีการแกว่ง และปรับขึ้นลงได้ตามสภาพเศรษฐกิจ รวมไปถึงทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมในขณะนั้นด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนหนาพอสมควร

เมื่อเราสามารถแยกอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ได้แล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับอสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ

อสังหาริมทรัพย์

  • ไม่สามารเคลื่อนย้ายได้
  • อยู่ติดกับพื้น หรือในบริเวณที่ดิน

สังหาริมทรัพย์

  • สามารถเคลื่อนย้าย หรือโยกย้ายได้
  • ไม่ติดกับพื้น สามารถนำติดตัว

อสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ

การแบ่งอสังหาริมทรัพย์แบบต่าง ๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้สอย โดยจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษตร เช่น ที่นา ไร่สวน หรือที่ดิน ทีจะให้เป็นพื้นที่เพื่อทำการเกษตรโดยเฉพาะ
  2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ทาวน์เฮ้าส์ แฟลต เป็นต้น
  3. อสังหาริมทรพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงละคร ตลาดสด ศูนย์ประชุม อาคารพาณิชย์ เป็นต้น
  4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน สิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
  5. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนเช่น รีสอร์ท โรงแรมตากอากาศ เป็นต้น

จากปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์ คือ การลงทุนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือซื้อเพื่อลงทุน ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ ก็สามารถจะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ครอบครองได้ แต่สำหรับใครที่กำลังมีความสนใจในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หากต้องการประโยชน์สูงสุดจากอสังหาริมทรัพย์ ขอแนะนำให้ถือครองไว้ในระยะยาว ซึ่งจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากตัวทรัพย์แล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบด้านที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน แต่หากคุณเป็นคนเมือง และกำลังลังเล ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์อะไรดี สามารถหาอ่าน บทความเพิ่มเติมได้ เพื่อความมั่นใจในการลงทุน


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com