Archives September 2022

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งกระทบถึง อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และผู้ที่มีหนี้บ้าน แล้วแต่ละธนาคารนั้น ปรับขึ้นในอัตราเท่าไรบ้าง

ขึ้นดอกเบี้ย

ธนาคารกรุงเทพ 
นางรัชนี นพเมือง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้เพิ่มขึ้น 
โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น 0.15-0.50% ต่อปี 
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงิน สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เพิ่มขึ้น 0.40% ต่อปี 
เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เพิ่มขึ้น 0.375% ต่อปี
เอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เพิ่มขึ้น 0.30% ต่อปี 
โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2565

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ยืนยันว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ระดับเดิมถึงสิ้นปี 2565 เป็นอย่างน้อย.

ธนาคารออมสิน
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในเบื้องต้นธนาคารอาจจะมีการพิจารณาการปรับ เพื่อขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ให้อยู่ในระดับปัจจุบันต่อไป แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า แต่น่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น หลังจากเดือนที่แล้วเราปรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำไปแล้ว

ธนาคารไทยพาณิชย์
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะประกาศอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม 2565

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งกระทบถึง อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และผู้ที่มีหนี้บ้าน แล้วแต่ละธนาคารนั้น ปรับขึ้นในอัตราเท่าไรบ้าง

ขึ้นดอกเบี้ย

ธนาคารกรุงเทพ 
นางรัชนี นพเมือง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้เพิ่มขึ้น 
โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น 0.15-0.50% ต่อปี 
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงิน สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เพิ่มขึ้น 0.40% ต่อปี 
เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เพิ่มขึ้น 0.375% ต่อปี
เอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เพิ่มขึ้น 0.30% ต่อปี 
โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2565

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ยืนยันว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ระดับเดิมถึงสิ้นปี 2565 เป็นอย่างน้อย.

ธนาคารออมสิน
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในเบื้องต้นธนาคารอาจจะมีการพิจารณาการปรับ เพื่อขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ให้อยู่ในระดับปัจจุบันต่อไป แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า แต่น่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น หลังจากเดือนที่แล้วเราปรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำไปแล้ว

ธนาคารไทยพาณิชย์
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะประกาศอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม 2565

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก

ในปี 2564 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากโควิด การโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองลดลง 30,000 ยูนิต หรือ -24% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในพื้นที่ปริมณฑล ตามต้นทุนของที่ดินที่ปรับสูงขึ้น

คาดว่ายอดขายบ้านเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคา 10-15 ล้านบาท เนื่องจากราคาบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง ความต้องการบ้านเดี่ยวใหม่เข้าสู่ตลาดมากที่สุดมองไปที่กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท

มีปัจจัยกดดันหลายประการ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ เงินบาทอ่อนค่าลง ทําให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ “วัสดุ แรงงาน ต้นทุนที่ดิน” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่มขึ้น 10-15% ผลิตภัณฑ์คอนกรีต 6-8%

นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ยังเพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ยูนิต ทําให้ขาดแคลนวัสดุบางส่วนในอนาคต รวมถึงค่าแรงขั้นต่ําที่เพิ่มขึ้น 5%

แนวโน้มปลายปี 2565-กลางปี 2566 หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยคงที่ถูกเพิกถอน จะส่งผลต่อวงเงินในการซื้อบ้านและจํานวนงวดที่ต้องผ่อนชําระต่อเดือน ส่งผลให้ประชาชนสามารถรีบตัดสินใจได้ 2 ครั้ง คือ ซื้อบ้านก่อนที่ต้นทุนจะสูงขึ้นหรือชะลอการซื้อบ้านทั้งหมด

 

จากข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2565) ผลิตภัณฑ์บ้านแนวราบพบว่า “ทาวน์เฮาส์” เปิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท,”บ้านเดี่ยว”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 10-20 ล้านบาท,”คอนโดมิเนียม”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 1-2 ล้านบาท

มีแนวโน้มทําให้ตลาดอิ่มตัวในบางพื้นที่ เนื่องจากหลายโครงการเน้นการพัฒนาคอนโดมิเนียมด้วยราคา 50,000-60,000 บาท/ตารางเมตร ทําให้ขนาดของห้องเล็กที่สุดตามกฎหมาย เพื่อให้ราคาขายต่ํากว่า 2 ล้านบาท/ยูนิต ทําให้เป็นเทรนด์ “ไมโครคอนโดมิเนียม” พื้นที่ใช้สอย 21-25 ตร.ม.

เช่นเดียวกับในแง่ของฟังก์ชั่นเปิดมันเป็น “ห้อง 1 ห้องนอนเทียม” นิยามคือเป็นห้องชุดที่มีฉากกั้นเพียงเพื่อแบ่งสัดส่วน

การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในปี 2565 คาดว่าจะสูงกว่าในปี 2563 + 2564 รวมกัน

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก

ในปี 2564 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากโควิด การโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองลดลง 30,000 ยูนิต หรือ -24% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในพื้นที่ปริมณฑล ตามต้นทุนของที่ดินที่ปรับสูงขึ้น

คาดว่ายอดขายบ้านเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคา 10-15 ล้านบาท เนื่องจากราคาบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง ความต้องการบ้านเดี่ยวใหม่เข้าสู่ตลาดมากที่สุดมองไปที่กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท

มีปัจจัยกดดันหลายประการ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ เงินบาทอ่อนค่าลง ทําให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ “วัสดุ แรงงาน ต้นทุนที่ดิน” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่มขึ้น 10-15% ผลิตภัณฑ์คอนกรีต 6-8%

นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ยังเพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ยูนิต ทําให้ขาดแคลนวัสดุบางส่วนในอนาคต รวมถึงค่าแรงขั้นต่ําที่เพิ่มขึ้น 5%

แนวโน้มปลายปี 2565-กลางปี 2566 หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยคงที่ถูกเพิกถอน จะส่งผลต่อวงเงินในการซื้อบ้านและจํานวนงวดที่ต้องผ่อนชําระต่อเดือน ส่งผลให้ประชาชนสามารถรีบตัดสินใจได้ 2 ครั้ง คือ ซื้อบ้านก่อนที่ต้นทุนจะสูงขึ้นหรือชะลอการซื้อบ้านทั้งหมด

 

จากข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2565) ผลิตภัณฑ์บ้านแนวราบพบว่า “ทาวน์เฮาส์” เปิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท,”บ้านเดี่ยว”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 10-20 ล้านบาท,”คอนโดมิเนียม”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 1-2 ล้านบาท

มีแนวโน้มทําให้ตลาดอิ่มตัวในบางพื้นที่ เนื่องจากหลายโครงการเน้นการพัฒนาคอนโดมิเนียมด้วยราคา 50,000-60,000 บาท/ตารางเมตร ทําให้ขนาดของห้องเล็กที่สุดตามกฎหมาย เพื่อให้ราคาขายต่ํากว่า 2 ล้านบาท/ยูนิต ทําให้เป็นเทรนด์ “ไมโครคอนโดมิเนียม” พื้นที่ใช้สอย 21-25 ตร.ม.

เช่นเดียวกับในแง่ของฟังก์ชั่นเปิดมันเป็น “ห้อง 1 ห้องนอนเทียม” นิยามคือเป็นห้องชุดที่มีฉากกั้นเพียงเพื่อแบ่งสัดส่วน

การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในปี 2565 คาดว่าจะสูงกว่าในปี 2563 + 2564 รวมกัน

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จากเดิม 0.5% เป็น 0.75% เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ

ทำให้ภาคครัวเรือนจึงรับภาระทางการเงินมากขึ้น ทั้งจากค่าครองชีพสูง และอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศขาขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่มีหนี้สินในระดับสูง พร้อมเสนอทางเลือกในการบริหารหนี้ครัวเรือน ดังนี้

  • รวมหนี้ เหมาะกับผู้ที่ผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรายย่อยพร้อมกัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งการรวมหนี้โดยนำบ้านมาเป็นหลักประกัน จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย และค่างวดในการผ่อนลงได้
  • รีไฟแนนซ์ กับผู้ให้กู้รายใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง สำหรับผู้มีภาระสินเชื่อบ้านมาระยะหนึ่ง
  • สำหรับขอกู้ใหม่ อาจตัดสินใจเลือกสัญญากู้บ้านในระยะเวลาที่นานขึ้น และข้อเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ให้นานที่สุด ก่อนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอนาคต

ทั้งนี้ หลังประเมินผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดว่าในปี 2565 จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6.7% จาก 1.2% ในปี 2564 ต่อภาวะการเงินของครัวเรือน ในแต่ละกลุ่มจะเห็นว่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 25,000-50,000 บาท (คิดเป็น 35% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 72% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 68% หรือปรับเพิ่มขึ้นมา 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน (คิดเป็น 17% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาเป็น 84% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบปีก่อนที่ 79% หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 750-1,250 บาทต่อเดือน

นอกจากรายจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ครัวเรือนยังต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระผ่อนชำระเงินกู้ ที่อ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้านที่เป็นเงินกู้ระยะยาว และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

การคิดดอกเบี้ย มักคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง สำหรับลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ระหว่างธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่าง 5.95-7.35% และมีทิศทางการปรับเพิ่มขึ้น ตามการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นในครั้งนี้

เช่นมีสัญญาผ่อนบ้านกับธนาคาร 2 ล้านบาท สัญญาเงินกู้ระยะเวลา 20 ปี โดยชำระค่างวดเป็นรายเดือน มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% จะมีภาระในการผ่อนส่งค่างวดเดือนละ 13,200 บาท

แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6% และ 7% ตามลำดับ จะทำให้ภาระผ่อนชำระต่องวด เมื่อเทียบกับดอกเบี้ย 5% ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1,100 บาท และ 2,300 บาท เป็น 14,300 บาทต่อเดือน และ 15,500 บาทต่อเดือนตามลำดับ ซึ่งหากคิดเงินต้นก็จะเห็นว่าหนี้บ้านลดลงช้ากว่าเดิมราว 13,200 และ 27,600 บาทต่อปี

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จากเดิม 0.5% เป็น 0.75% เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ

ทำให้ภาคครัวเรือนจึงรับภาระทางการเงินมากขึ้น ทั้งจากค่าครองชีพสูง และอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศขาขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่มีหนี้สินในระดับสูง พร้อมเสนอทางเลือกในการบริหารหนี้ครัวเรือน ดังนี้

  • รวมหนี้ เหมาะกับผู้ที่ผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรายย่อยพร้อมกัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งการรวมหนี้โดยนำบ้านมาเป็นหลักประกัน จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย และค่างวดในการผ่อนลงได้
  • รีไฟแนนซ์ กับผู้ให้กู้รายใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง สำหรับผู้มีภาระสินเชื่อบ้านมาระยะหนึ่ง
  • สำหรับขอกู้ใหม่ อาจตัดสินใจเลือกสัญญากู้บ้านในระยะเวลาที่นานขึ้น และข้อเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ให้นานที่สุด ก่อนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอนาคต

ทั้งนี้ หลังประเมินผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดว่าในปี 2565 จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6.7% จาก 1.2% ในปี 2564 ต่อภาวะการเงินของครัวเรือน ในแต่ละกลุ่มจะเห็นว่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 25,000-50,000 บาท (คิดเป็น 35% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 72% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 68% หรือปรับเพิ่มขึ้นมา 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน (คิดเป็น 17% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาเป็น 84% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบปีก่อนที่ 79% หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 750-1,250 บาทต่อเดือน

นอกจากรายจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ครัวเรือนยังต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระผ่อนชำระเงินกู้ ที่อ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้านที่เป็นเงินกู้ระยะยาว และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

การคิดดอกเบี้ย มักคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง สำหรับลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ระหว่างธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่าง 5.95-7.35% และมีทิศทางการปรับเพิ่มขึ้น ตามการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นในครั้งนี้

เช่นมีสัญญาผ่อนบ้านกับธนาคาร 2 ล้านบาท สัญญาเงินกู้ระยะเวลา 20 ปี โดยชำระค่างวดเป็นรายเดือน มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% จะมีภาระในการผ่อนส่งค่างวดเดือนละ 13,200 บาท

แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6% และ 7% ตามลำดับ จะทำให้ภาระผ่อนชำระต่องวด เมื่อเทียบกับดอกเบี้ย 5% ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1,100 บาท และ 2,300 บาท เป็น 14,300 บาทต่อเดือน และ 15,500 บาทต่อเดือนตามลำดับ ซึ่งหากคิดเงินต้นก็จะเห็นว่าหนี้บ้านลดลงช้ากว่าเดิมราว 13,200 และ 27,600 บาทต่อปี

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com