อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง สำหรับมือใหม่ที่กำลังอยากจะเข้ามาในวงการ อสังหา

สำหรับมือใหม่ที่กำลังอยากจะเข้ามาในวงการ อสังหา หรือก่อนจะเริ่มลงทุน ในธุรกิจอสังหาฯ นั้น แน่นอนว่า ท่านอาจจะต้องรู้จักกับลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ แต่ละประเภทกันก่อน เพราะความรู้ในเรื่องลักษณะโดยรวมของอสังหาฯ แต่ละประเภท คุณก็จะหากลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น โดยวันนี้เราจะพูดถึง ความต่างระหว่าง อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง

รู้จัก อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง

อสังหาฯแนวราบ ที่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  1. บ้านเดี่ยว : บ้านยอดนิยม ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เนื้อที่กว้างขวาง รั้วรอบขอบชิด ได้ความเป็นส่วนตัว ปลอดการรบกวนของชาวบ้าน ซึ่งความใหญ่และเล็กก็จะแตกต่างกันไปตามรสนิยมและฐานะของเจ้าของบ้าน สำหรับเนื้อที่ของบ้านเดี่ยวนั้น ตามกฎหมายได้กำหนดขนาดไว้ว่า ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา โดยที่ดินจะต้องมีหน้ากว้างติดถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร และลึก 20 เมตร
  2. บ้านแฝด : บ้านที่สร้างขึ้นเป็นคู่ เป็น 2 หลัง แต่มีฝาบ้านติดกัน มีลักษณะคล้ายกับบ้านเดี่ยวแต่เนื้อที่น้อยกว่า ซึ่งการที่จะเป็นบ้านแฝดได้ ตามกฎหมายนั้นกำหนดไว้ว่าจะต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา และคู่หนึ่งต้องมีความกว้างของที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 เมตร ซึ่งแบ่งเป็นข้างละ 8 เมตร
  3. ทาวน์เฮ้าส์ : เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บ้านแถว ตั้งอยู่ตามเมือง มีพื้นที่จอดรถและสวนหย่อมหน้าบ้าน และตามกฎหมายทาวน์เฮ้าส์จะต้องมีขนาดที่ดินไม่เกิน 16 ตารางวา และมีขนาดความกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึก 16 เมตร
  4. อาคารพาณิชย์ : เรียกอีกอย่างว่าตึกแถว นิยมในชุมชนเมือง เพราะนอกจากจะใช้อยู่อาศัยได้แล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจได้อีกด้วย และเนื่องจากมีพื้นที่ไม่มาก จึงนิยมก่อสร้างหลายชั้น

อสังหาฯแนวดิ่ง

1.คอนโดมิเนียม : มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าอาคารชุด มีหลายชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยห้องพักจำนวนมาก และภายใน 1 ห้อง ประกอบด้วย ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เรียกกันว่าพื้นที่ส่วนกลาง (Facility) เป็นจุดเด่นที่แต่ละโครงการจะมีมากน้อยต่างกันไป คอนโดมิเนียมมักตั้งอยู่ในทำเลดี สะดวกต่อการเดินทางใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งคอนโดมิเนียมนี้เอง ที่ ถูกแยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน  Condominium High rise – Condominium Low rise

  1. โรงแรม : ลักษณะคล้ายคอนโดมิเนียม แต่มีการแบ่งประเภทตามลักษณะต่างๆ ทั้งทำเล, หน้าที่(เพื่อการค้า,พักผ่อน,ประชุม,พักอาศัย,ท่องเที่ยว), แบ่งตามจำนวนห้องพัก, ราคาห้อง และระยะเวลาที่ลูกค้าเข้าพัก (ชั่วคราว, ประจำ)
  2. อพาร์ตเม้นต์ : ลักษณะคล้ายกับคอนโดมิเนียม หรือ ตึกแถว ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก สร้างหลายชั้นและประกอบด้วยห้องพักจำนวนมาก

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ลงทุนอสังหาให้รวย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้

การลงทุนในอสังหา นั้นได้รับความนิยมเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ หรือนักลงทุนมือเก๋า เพราะอสังหานั้น มีโอกาสทำกำไรให้มากได้ถึง 30% แต่ถึงแม้จะไม่ได้กำไรมากขนาดนั้น แต่ด้วยราคา ของอสังหาที่ค่อนข้างสูง ก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นจำยวนแงินที่ค่อนข้าง แต่เราจะ ลงทุนอสังหาให้รวย ได้อย่างไร เรามีขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทาง

ลงทุนอสังหาให้รวย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1-รู้จักรูปแบบการลงทุน – ด้วยตัวอสังหานั้นมีรูปแบบการลงทุน ที่เป็นที่คุ้นเคยกันประมาณ 5รูปแบบได้แก่

ลงทุนแบบเก็งกำไร

ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน หรือรายวัน

นายหน้าอสังหาฯ

ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ

ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

2-ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง – ตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท หรือแต่ละระดับ มีเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างกัน การที่จะทำกำไรได้ ก็ต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึก ของตลาดที่ตัวเองลงทุนอยู่ ให้เข้าใจรอบด้าน จนสามารถคาดเดาทิศทาง และหาโอกาสทำกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค อัตราการเช่า หรือการซื้อขาย อัตราดอกเบี้ย ปัจจัยบวก และลบ ของตลาดนั้น ๆ 

3-วางแผนให้ดีเยี่ยม – ทุกการลงทุนต้องการแผนที่ดี หลายคนพลาดเพียงเพราะมีเงินเย็นเต็มกระเป๋า แต่ดันลงทุนโดยปราศจากการวางแผนที่รัดกุม ทำให้เงินเย็นที่ควรจะงอกเงย กลายเป็นเงินร้อน และหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย การวางแผนลงทุนในอสังหา ก็ไม่ต่างกับการวางแผนธุรกิจทั่วไป จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมาย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง และวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

4-ซื่อสัตย์ – ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน หรือนักธุรกิจประเภทใด เครดิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของคุณคืออสังหาริมทรัพย์ ที่มีอายุผลิตภัณฑ์ยาวนาน ชื่อเสียงความไว้ใจในผลิตภัณฑ์ และตัวผู้ให้เช่าหรือผู้ขายก็ยิ่งต้องมั่นคงยาวนานตามไปด้วย ความซื่อสัตย์อาจไม่นำพากำไรง่าย ๆ มาให้คุณในระยะสั้น แต่จะนำพาความสำเร็จที่ยั่งยืนมาให้อย่างต่อเนื่อง

5-แบ่งผลตอบแทนอย่างเหมาะสม – เพราะในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อขาย หรือปล่อยเช่า แม้จะมีช่องทางอิเลคโทรนิคส์ที่ทันสมัย ในการนำเสนอสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาด มีช่องทางไฮเทคมากมาย ที่คุณจะได้รับแจ้งว่า มีโครงการใหม่ๆ ทำเลใดที่น่าลงทุนเพิ่ม แต่ช่องทางของการมีบุคคล (ที่น่าเชื่อถือ) คอยแนะนำ หรือบอกต่อ แบบปากต่อปาก นั้นก็ยังมีศักยภาพอยู่เสมอ และคุณก็ไม่ควรมองข้าม การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่นำผลกำไรดีๆ มาให้คุณ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด 

6-เข้าใจความเสี่ยง– โดยทั่วไปถ้าคุณลงทุนในหุ้น หรือกองทุน ก็จะมีคำเตือนให้ระวังความเสี่ยง แต่ไม่มีคำเตือนสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่ความจริงก็มีความเสี่ยงมากมายพอกัน หากคุณคิดจะลงทุนในอสังหา คุณก็ต้องศึกษาให้ดีว่า อสังหาโดยรวม และอสังหาที่คุณซื้อเพื่อปล่อยขาย หรือเช่านั้น จะมีความเสี่ยงใดบ้าง หากประเมินแล้วว่า เป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และมีแผนที่ดี ในการรับมือกับความเสี่ยงนั้น ก็ลุยได้เต็มที่ แต่ถ้าลงทุนเพราะซื้อตามเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอาจได้รับความเสี่ยงในแบบที่คุณไม่ได้คาดคิดไว้เหมือนกัน

7-จัดการบัญชีอย่างมีระบบ – มีหลายคนในโลกนี้ที่ขายอะไรได้เยอะแยะ มีเงินผ่านมือมากมาย แต่พอวัดระดับความมั่งคั่ง หรือดูผลประกอบการกันจริงๆ แล้วปรากฎว่า ไม่มีกำไร เพราะไม่ได้มีระบบบัญชี และการเงินที่รัดกุม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนอสังหาระดับใด ก็ต้องรู้จักศึกษาข้อมูลเรื่องบัญชี – การเงินให้เข้าใจด้วยตัวเอง เพราะมีรายการค่าใช้จ่ายมากมาย ที่แฝงอยู่ และทำให้เงินได้ที่คุณคิดว่าควรจะเป็นกำไรเยอะแยะนั้น เหลือแค่นิดเดียว เช่น ค่าเสื่อม ค่าส่วนกลาง ค่าธรรมเนียม ค่าซ่อมแซม ภาษี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

โอกาสในวิกฤตกับ อสังหาฯ ขาลง ที่อาจให้ผลตอบแทน ถึง 30%

อสังหาฯ ขาลง

จากสถานการณ์โควิด หลายคนตัดสินใจหยุดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในตลาดหุ้น และทองคำ เพราะมีความผันผวนสูง ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ และพันธบัตร ไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนก่อนหน้า ส่วนการลงทุนเงินฝากเพื่อหวังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากนั้น แทนจะเรียกว่าการลงทุนไม่ได้แล้วเพราะ อัตราดอกเบี้ยนั้นต่ำมาก จนไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้เลย ถึง อสังหาฯ ขาลง แล้วแต่ กลับยังเป็นธุรกิจที่ยังน่าสนใจ และยังมีมูลค่า เพราะยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในอนาคต แถมยังเป็นกลุ่มเดียวที่มีความเสี่ยงจากการลงทุนที่ต่ำกว่าธุรกิจอื่นๆ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ธุรกิจอสังหาฯ ยังอยู่ในภาวะหดตัว และยังไม่มีวีแววว่าตลาดจะฟื้นตัวใน 1-2 ไตรมาสนี้ เพราะตราบใดที่ยังเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ ก็ยากที่เศรษฐกิจ และธุรกิจต่างๆ จะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

เหตุผลที่ อสังหาฯ ขาลง ยังน่าลงทุน

-จำนวนซับพลายในตลาดมีให้เลือกจำนวนมาก

-สงครามราคา ที่ทำให้ราคาขายอสังหาฯ ถูกกว่าในช่วงสถานการณ์ปกติ 30-40% โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม

-ธนาคารให้เครดิตกับนักลงทุนที่มีเงินสะสม และมีรายได้ที่มั่นคง

-เป็นช่วงที่มีมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ด้วยการลดหน่อยภาษีการจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

-เป็นช่วงที่มีการจัดแคมเปญพิเศษ มากมาย และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น จากการเร่งระบายสต๊อก

-อสังหาฯ คือ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ซื้ออสังหาฯ ทั้งที่เป็นอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะการซื้อเพื่อการลงทุนนั้น เรียกได้ว่าเป็นโอกาสในวิกฤตของธุรกิจจริงๆ เพราะการซื้ออสังหาฯ เพื่อลงทุนในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ผู้ซื้อจะได้กำไรจากส่วนต่างมากที่สุด เพราะการซื้อในช่วงนี้ ผู้ซื้ออาจมีกำไรจากการซื้อ ไม่ต่ำกว่า 20-30% จากส่วนลดของราคาขาย ที่ผู้ประกอบการจัดแคมเปญ เพื่อระบายสต๊อก และในบางราย สามารถมีกำไรจากการซื้อมาถึง 40% 

แม้ว่าการซื้ออสังหาฯ เพื่อลงทุนในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่ผู้ซื้อเพื่อลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนมือใหม่นั้นจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการลงทุนด้วย เพราะการลงทุนทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นในการลงทุน จึงควรเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

1. ลงทุนแบบเก็งกำไร

เรียกว่าเป็นรูปแบบการลงทุนยอดนิยม ของนักลงทุนมือใหม่ เพราะเป็นการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่เร็วที่สุด โดยการลงทุนที่ดี ควรจะสามารถทำกำไรได้เลย นับตั้งแต่ตอนซื้อ หรือต้องแน่ใจว่า จะสามารถทำกำไรได้แน่นอน หากเราซื้อแล้วต้องการปล่อยขายในทันที จะต้องมีคนรอซื้อต่อ และได้กำไรด้วย เช่น การซื้อคอนโดราคาถูก หรือการซื้อในราคาต่ำกว่าตลาด ที่ดีที่สุด ควรได้ราคาต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 15 – 20% ยิ่งต่ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้โอกาสในการทำกำไรได้มีมากขึ้น ซึ่งอาจจะใช้วิธีการซื้อคอนโดจากผู้ขาย ที่มีความจำเป็นต้องรีบขาย ทั้งขายห้องคอนโด ขายใบจอง หรือขายดาวน์ ที่จำเป็นต้องขายจริงๆ รีบใช้เงิน ก็จะทำให้เรามีอำนาจต่อรอง สามารถซื้อคอนโดมาทำกำไรได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง

2. ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน หรือรายวัน

อีกหนึ่งประเภทของการลงทุน ที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเสือนอนกินได้เลยทีเดียว ทั้งนี้การเป็นนักลงทุนประเภทนี้ อาจต้องมีเงินเย็น หรือเงินเก็บสักก้อน ในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ อย่าง คอนโด บ้าน หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน โดยนักลงทุน สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ตกแต่งห้อง หรืออสังหาฯ หรือรับฟังความต้องการจากผู้เช่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าอีกทาง

3. นายหน้าอสังหาฯ

เรียกได้ว่ารวยด้วยอสังหาฯ ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากสำหรับการเป็นนายหน้าอสังหาฯ เพียงแค่ต้องสร้างสังคม มีคนรู้จักในวงการอสังหาฯ พอสมควร และยังต้องรู้จักการใช้วาทะศิลป์พูดโน้มน้าวไปพร้อมกับการทำการตลาดยุคใหม่ไปพร้อมกันๆ โดยปกติแล้วการเป็นนายหน้าอสังหาฯ มีหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเชื่อมโยงความต้องการระหว่างเจ้าของอสังหาฯ และผู้ซื้อ ซึ่งหากการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นไปด้วยดี นายหน้าอสังหาฯ จะได้ค่าส่วนต่างประมาณ 3% หรือคิดง่ายๆ ล้านละ 30,000 บาท โดยจะได้รับค่าส่วนต่างในวันที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้ทำธุรกรรมต่างๆ ณ กรมที่ดิน

4. ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ รวยง่ายๆ แบบไม่ต้องปวดหัว

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กลัวภาวะต้องเผชิญหน้ากับการขาดทุน อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯนั้น สามารถลงมือทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย และสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแค่มีเงินหลักพันก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว แถมยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพ โดยจะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกและลงทุนในอสังหาฯ หรือหลักทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด

5. ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

ปิดท้ายรูปแบบการลงทุนอสังหาฯ ที่ช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ สามารถตัดสินใจลงทุนอสังหาฯ ที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้มากขึ้น นั่นคือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือมือใหม่แกะกล่อง แต่ดันถูกทอดขายในตลาดมาทำการตกแต่งให้สวย เป็นสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน

ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน


เชื่อว่าหลายคน มีความคิดที่อยากมีอสังหาริมทรัพย์ เป็นของตัวเองบ้าง เพราะสามารถสร้างรายได้ จากการเก็งกำไร หรือเก็บเงินค่าเช่ารายเดือน รายปี คิดว่าลงทุนแล้วเหมือนเป็นเสือนอนกิน แต่หลายคนกับคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ และทำได้แค่คิดเท่านั้นแหละ เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น ที่จะต้องมีเงินเยอะๆ ก่อนที่จะใช้ในการซื้อที่ดิน ซื้ออาคาร หรือคอนโด ที่มีราคาสูงมากหลายร้อย หลายพันล้านบาท คิดว่าไม่มีทางที่มนุษย์เงินเดือนตาดำๆ เงินเดือนไม่ได้สูงมากขนาดนั้น แม้จะพอมีเงินสำหรับใช้ลงทุนอยู่บ้าง จะสามารถลงทุนในอสังหาฯ ราคาแพงได้จริง การมองหาทางเลือกอื่น มาเสริมเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น อีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว นั่นคือ ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน นั่นเอง ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนที่จะแปลง ‘ค่าเช่า’ กลับมาในรูปของ ‘เงินปันผล’ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อปล่อยกินค่าเช่านั้นให้ผลตอบแทนที่ดี และที่สำคัญ ยังสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตาม ‘อัตราเงินเฟ้อ’ ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้อีกด้วย หากดู ‘อัตราเงินปันผล’

รู้จัก 3 ประเภท “กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์”

เมื่อรู้แล้วว่า “กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์” น่าสนใจในฐานะเป็นแหล่งในการสร้าง Passive Income ที่ดีให้กับนักลงทุนได้ คราวนี้..ก็มาดูว่า รูปแบบของกองทุนในกลุ่มนี้มีอะไรกันบ้าง? ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) เป็นรูปแบบดั้งเดิมของกองทุน ที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือกำเนิดมาในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย มีการลงทุนซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น อาคาร สำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามบิน เป็นต้น เน้นบริหารทรัพย์สิน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเช่า” ซึ่งปัจจุบันไม่มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองใหม่เปิดเพิ่มแล้ว แต่กองทุนเดิมยังมีการซื้อ-ขายกันอยู่ในกระดานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) ซึ่งบางคนจะเรียกว่า ‘กองรีท’ (REITs) หรือ ‘กองทรัสต์’ (TRUST) นั่นเอง เป็นกองทุนที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นรูปแบบปัจจุบัน มีความคล้ายกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) แต่มีข้อดีที่ต่างออกไปคือ กองรีท (REITs) จะช่วยลดข้อจำกัด และกฎเกณฑ์การลงทุนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ REITs สามารถเปิดกว้าง และเพิ่มโอกาสการลงทุนที่มากกว่า เช่น สามารถลงทุนในทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศได้ ให้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนเพิ่มได้ หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างไม่เสร็จได้อีกด้วย เป็นต้น
  • กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF) หรือที่เรียกกันว่า ‘กองทุนอินฟราฟันด์
  • (Infra Fund)’ เป็นรูปแบบกองทุนรวม ที่โฟกัสการลงทุนไปที่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั้งของ ‘ภาครัฐ’ และ ‘เอกชน’ เป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ ที่ช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์สาธารณะในวงกว้างของประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศมีการเติบโตในระยะยาว
  • เช่น โรงไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม และการสื่อสาร ถนน ทางพิเศษ ทางสัมปทาน เป็นต้น

ทำไมต้อง ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน

1-ใช้เงินไม่มาก

ข้อดีอันแรกเลยคือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ เมื่อเทียบกับลงทุนอสังหาฯ โดยตรง บอกไว้เลยว่าการ ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน ซึ่งเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินแค่ไม่กี่ร้อยบาท ก็เป็นเจ้าของได้แล้ว แถมยังให้ผลตอบแทนดี เมื่อเทียบกับเงินลงทุน

2-เสี่ยงน้อยกว่าลงทุนเอง

เพราะกองทุนนั้น มีผู้เชี่ยวชาญคอยจัดการให้ทั้งหมด แต่ถ้าเราลงทุนในห้องชุด หรือคอนโด โดยตรงด้วยตนเอง แน่นอนว่าเราต้องหาคนเช่าด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ลงทุนอสังหาฯ โดยตรงแล้วจะเป็นเสือนอนกิน ต้องเจอกับความเสี่ยงในการปล่อยเช่าถ้าทำเลไม่ดีจริง ไหนจะวุ่ยวายกับค่าบริหารจัดการ ค่าซ่อมแซมต่างๆ อีก ทั้งการลงทุนผ่านกองทุน เราสามารถดูตรวจสอบราคาย้อนหลังได้อย่างง่ายดาย

3-มีสภาพคล่องสูง

หากเราลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ แล้วเกิดเปลี่ยนใจย้ายเงินไปลงทุนด้านอื่น หรืออยากเลิกลงทุนขึ้นมา ก็ซื้อง่ายขายคล่อง เพราะกองทุนอสังหาฯ นั้นซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเราลงทุนในอสังหาฯ โดยตรง แต่เกิดเปลี่ยนใจการจะหาคนมาซื้อต่อได้ยาก ซึ่งกองทุนอสังหาฯ มีให้เลือกกันถึง 3 แบบด้วยกัน ทั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองรีท นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว เน้นให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่าจะเป็นการแสวงหาผลกำไร ในระยะสั้นนะ ก่อนจะตัดสินใจลงทุนวางแผนให้ดีซะก่อนน้า


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

เตรียมตัวก่อนลงทุนอสังหา เพื่อผลตอบแทนตามที่เราต้องการ

การจะลงทุนอะไรซักอย่าง เราจำเป็นต้องมีการ เตรียมตัว ในอสังหาก็เหมือนกัน ก่อนลงทุนเราก็ต้องเตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็นการ เช็คความพร้อมของเรา ความเข้าใจในอสังหาของเรา และเป้าหมายในการลงทุน เพื่อผลตอบแทนตามที่เราต้องการ เราจึงต้อง เตรียมตัวก่อนลงทุนอสังหา

มีจุดมุ่งหมายในการลงทุนที่ชัดเจน ว่าเราลงทุนเพื่ออะไร

เป้าหมายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีได้หลายแบบ เช่น เพื่อสร้างกระแสเงินสดในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ โดยการปล่อยเช่า บ้าน คอนโด โกดัง หอพัก สนามฟุตบอล สำนักงาน พื้นที่ให้เช่า ตลาดนัด ให้เช่าพื้นที่หน้าบ้าน หรือ เพื่อเก็งกำไรด้วยการซื้อมา ขายไป เช่น การซื้อขายที่ดิน การซื้อขายใบจองคอนโด ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป้าหมายการลงทุนที่ต่างกันย่อมมีหลักการในการตัดสินใจที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นหลักการในการเลือกทรัพย์สิน หรือจังหวะในการขายทำกำไร เช่น การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่ามักเป็นการซื้อทำเล เพราะแน่นอนว่าทำเลที่ดี ใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมทำให้เราปล่อยเช่าได้ง่ายหากเป็นการซื้อที่ดินเพื่อปล่อยขายอาจมองว่าเป็นการซื้ออนาคต เราอาจจะต้องมองการณ์ไกล ซื้อที่ดินในทำเลที่คาดว่าจะมีราคาสูงขึ้น โดยซื้อในราคาถูก แล้วถือไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อปล่อยขายในราคาที่สูงกว่า ส่วนนักลงทุนที่ซื้อขายใบจอง เช่น คอนโด ต้องให้ความสำคัญกับทำเลและโครงการ รวมถึงตำแหน่งห้องที่มั่นใจว่าจะเป็นที่ต้องการของลูกค้า เพราะหากขายใบจองไม่ได้ทันกำหนดเวลาโอน ก็จะทำให้ขาดทุนจากการซื้อใบจอง

สำรวจตลาด

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ก็เหมือนกับการทำธุรกิจทุกประเภท ที่ต้องมีการสำรวจตลาด เพื่อดูอุปสงค์-อุปทาน โอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีลูกค้ามาเช่า โดยมองจากปัจจัยภายนอกของพื้นที่อสังหาฯ ที่ต้องการลงทุน ทั้งทำเลที่ตั้ง ขนาดของที่อยู่อาศัย ความสะดวกของการเดินทางว่า ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหรือไม่ ทั้งในแง่ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่าราคาค่าเช่าในมุมมองของลูกค้า ใครจะเป็นลูกค้าที่มาเช่าทรัพย์สินของเรา เพราะแม้ว่าเราจะพบอสังหาริมทรัพย์ชิ้นงาม เช่น คอนโด กลางเมืองติดรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่โดยรอบ เช่น ศูนย์การค้า ตลาดสด โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคอนโดที่ลงทุน จะมีคนมาเช่าตามที่ต้องการ แล้วคนที่มาเช่าจะเป็นใคร ทำงานที่ไหน เดินทางอย่างไร มีชีวิตประจำวัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างไร รายได้เท่าไหร่ที่จะสามารถจ่ายค่าเช่าห้องให้คุณได้ เนื่องจากการการลงทุนอสังหาฯ ไปแล้ว แต่กลับไม่มีผู้เช่า หรือซื้อต่อเลย สิ่งที่คิดว่าจะเป็นรายได้กลับกลายมาเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับคุณเอง เพราะนอกจากที่ต้องเสียค่าผ่อนธนาคารเองไปในแต่ละเดือนแล้ว ยังมีต้องเสียค่าซ่อมบำรุงอื่นๆ รวมถึงส่วนกลางเองทั้งหมด แทนที่จะมีผู้เช่าเป็นผู้จ่ายค่างวดให้ทุกเดือน 

ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์

ปัญญาประดุจดังอาวุธ การจะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เราจำเป็นจะต้องมีความรู้ในด้านนั้น ๆ ครับ โดยความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ควรมี เช่น

1-เข้าใจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์วัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ (เฟื่องฟู ชะลอตัว ตกต่ำ ฟื้นตัว) ความสัมพันธ์ของอุปสงค์ อุปทานในตลาด ผลกระทบจากดอกเบี้ย รู้สถานการณ์แนวโน้มของตลาด คอยติดตามข่าวสารที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจสำหรับจังหวะในการซื้อ-ขาย

2-ความรู้ในการหาทรัพย์สินรู้ว่าจะหาทรัพย์สินได้จากที่ใด เช่น หาทรัพย์สินมือสองจากการประมูลทรัพย์กรมบังคับคดี ทรัพย์สินรอการขายของธนาคาร

3-ความรู้ในการเลือกทรัพย์สินเช่น การเลือกห้อง คุณภาพดี ทำเลดี สามารถวิเคราะห์คาดการณ์ทำเลอนาคต รวมถึงสามารถตรวจสอบรายละเอียดของทรัพย์สินได้ เช่น ความถูกต้องของโฉนด ใบอนุญาต ตรวจสอบอาคาร แนวเวนคืน

4-ข้อมูลเบื้องต้นด้านภาษีและการเงินเช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าภาษีธุรกิจจำเพาะ มาตรการลดหย่อนภาษี รวมถึงความรู้ด้านการเตรียมการกู้เงิน วงเงินกู้ การเลือกดอกเบี้ย การผ่อน การ Refinance เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทางดอกเบี้ยที่ดีที่สุด

5-ความรู้ในธุรกิจที่จะทำเช่น การทำหอพักให้เช่า ทำอย่างไรลูกค้าจึงจะมาใช้บริการ ควรกำหนดค่าเช่าไว้ที่เท่าไหร่ รู้จักกลุ่มลูกค้า รู้จักคู่แข่ง

รู้นิสัยตัวเอง

เลือกการลงทุนที่เหมาะกับนิสัยตัวเอง การลงทุนแต่ละประเภทต้องการวิธีบริหารที่แตกต่างกัน เช่น การปล่อยเช่า ย่อมมีภาระในการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้า การซ่อมแซม ปรับปรุงทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ รวมถึงการแก้ปัญหาจากพฤติกรรมผู้เช่า ส่วนการซื้อมา ขายไป นักลงทุนควรจะมี Connection ดี เพราะการซื้อขายที่ดินส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงที่จำกัด จะลงทุนระยะยาวทั้งทีควรเลือกการลงทุนที่ทำแล้วเรามีความสุขจะดีกว่านะครับ

รู้แหล่งเงินทุน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนสูง ใครที่มีเงินเย็นอาจเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร ส่วนใครที่ใช้เงินกู้อาจซื้อเพื่อปล่อยเช่า หากคุณติดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หรือเครดิตทางการเงินไม่ดี อาจทำให้ต้องชะงักการลงทุน เพราะการอนุมัติสินเชื่อล่าช้าออกไป เพื่อสะสางปัญหาทางการเงินเก่าๆ ซึ่งนั่นหมายถึงการพลาดโอกาสเพราะมีคนอื่นมาซื้อตัดหน้าอสังหาทรัพย์ที่เล็งไว้ ทำให้เสียทั้งเวลาและโอกาสที่จะสร้างกำไรในอนาคต

สำหรับการลงทุนเพื่อปล่อยเช่านอกจากภาระในการผ่อนเงินแต่ละเดือนแล้ว อย่าลืมคำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ด้วยครับ เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าดูแลรักษา ค่าการตลาดในกรณีที่ต้องหาผู้เช่า

สรุป เตรียมตัวก่อนลงทุนอสังหา

ในการ เตรียมตัวก่อนลงทุนอสังหา นั้นเป็นเพียงส่วนหนึงของกานลงทุน ยิ่งเราศึกษาและ เตรียมความพร้อมได้มากแค่ไหน เราก็มีโอกาศที่จะประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น แต่ทุกสิ่งนั้นก็ต้องเริ่มลงมือทำ


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ลงทุนอสังหาฯ 5ประเภท ที่นักลงทุนควรรู้ ก่อนการลงทุน

ก่อนจะเป็นนักลงทุนมืออาชีพได้ ทุกคนต้องเคยเป็นนักลงทุนมือใหม่มาก่อน และนักลงทุนท่านใด ที่คิดจะร่ำรวยด้วยอสังหาฯ ไม่ว่าจะบ้าน หรือคอนโด แนะนำว่านอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งสภาพการเงิน พร้อมทุ่มเทเวลาทั้งแรงกายแรงใจแล้ว ยังจำเป็นต้องทำความเข้าใจรูปแบบของการ ลงทุนอสังหาฯ 5ประเภท ให้เข้าใจ เพื่อจะได้มีเป้าหมายที่ชัดเจน และลงทุนได้ทุกต้องตรงจุด

1. ลงทุนแบบเก็งกำไร

เรียกว่าเป็นรูปแบบการลงทุนยอดนิยม ของนักลงทุนมือใหม่ เพราะเป็นการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่เร็วที่สุด โดยการลงทุนที่ดี ควรจะสามารถทำกำไรได้เลย นับตั้งแต่ตอนซื้อ หรือต้องแน่ใจว่า จะสามารถทำกำไรได้แน่นอน หากเราซื้อแล้วต้องการปล่อยขายในทันที จะต้องมีคนรอซื้อต่อ และได้กำไรด้วย เช่น การซื้อคอนโดราคาถูก หรือการซื้อในราคาต่ำกว่าตลาด ที่ดีที่สุด ควรได้ราคาต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 15 – 20% ยิ่งต่ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้โอกาสในการทำกำไรได้มีมากขึ้น ซึ่งอาจจะใช้วิธีการซื้อคอนโดจากผู้ขาย ที่มีความจำเป็นต้องรีบขาย ทั้งขายห้องคอนโด ขายใบจอง หรือขายดาวน์ ที่จำเป็นต้องขายจริงๆ รีบใช้เงิน ก็จะทำให้เรามีอำนาจต่อรอง สามารถซื้อคอนโดมาทำกำไรได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง

การเก็งกำไรใบจอง เป็นอีกวิธีในการเก็งกำไร ท่านที่คิดจะแสวงหากำไรด้วยวิธีการขายใบจองคอนโด เพราะใช้เงินลงทุนน้อย และได้ผลตอบแทนเร็ว อาจเป็นรูปแบบที่นักลงทุนมือใหม่สับสน และงงว่ารูปแบบการเก็งกำไรเช่นนี้คืออะไร ต้องทำอย่างไรบ้าง

  • เป็นการลงทุนใบจองคอนโด ในระยะเวลาอันสั้น หลังจากโครงการเปิดให้จองคอนโดวันแรก ส่วนใหญ่นิยมขายใบจองในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน เพื่อไม่ต้องแบกรับภาระการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ตนเองได้จองไว้
  • เงินลงทุนในการซื้อใบจองอยู่ที่ 50,000 – 100,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ
  • ทำเลของโครงการคอนโด ที่เลือกซื้อใบจอง เพื่อให้ปล่อยง่าย และได้กำไรสูง มักอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน ซึ่งมีความต้องการสูง

ข้อแนะนำ: รูปแบบการเก็งกำไร จำเป็นต้องศึกษาเรื่องความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนบ้าน ที่อยู่อาศัย คอนโด หรือคู่แข่งของเราในบริเวณนั้น รวมไปถึงเรื่องของทำเลที่ตั่งของอสังหา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเก็งกำไรนั้น จะให้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

2. ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน หรือรายวัน

อีกหนึ่งประเภทของการลงทุน ที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเสือนอนกินได้เลยทีเดียว ทั้งนี้การเป็นนักลงทุนประเภทนี้ อาจต้องมีเงินเย็น หรือเงินเก็บสักก้อน ในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ อย่าง คอนโด บ้าน หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน โดยนักลงทุน สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ตกแต่งห้อง หรืออสังหาฯ หรือรับฟังความต้องการจากผู้เช่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าอีกทาง

ข้อแนะนำ: สำหรับการลงทุนอสังหาแบบรายวัน มีความคล้ายคลึงกับรายเดือน คือนักลงทุนสามารถเป็นเสือนอนกินได้เช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างตรงที่รูปแบบของการปล่อยเช่ารายวัน นั้นจะเหมาะกับอสังหาฯ ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เช่น อารีย์ พญาไท หรือแม้แต่ในต่างจังหวัดอย่าง พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านที่มีความต้องการจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมาก และมีผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาตลอด ดังนั้นนักลงทุนอสังหา จึงสามารถใช้โอกาสนี้ในการตกแต่งอาคารพาณิชย์ บ้าน หรือแม้แต่คอนโด ให้กลายเป็น ห้องเช่า หรือ หอพัก ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มนักเดินทาง ในการค้นหาห้อง หรือบ้านพัก สำหรับไปเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ในราคาย่อมเยากว่าโรงแรม

3. นายหน้าอสังหาฯ

เรียกได้ว่ารวยด้วยอสังหาฯ ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากสำหรับการเป็นนายหน้าอสังหาฯ เพียงแค่ต้องสร้างสังคม มีคนรู้จักในวงการอสังหาฯ พอสมควร และยังต้องรู้จักการใช้วาทะศิลป์พูดโน้มน้าวไปพร้อมกับการทำการตลาดยุคใหม่ไปพร้อมกันๆ โดยปกติแล้วการเป็นนายหน้าอสังหาฯ มีหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเชื่อมโยงความต้องการระหว่างเจ้าของอสังหาฯ และผู้ซื้อ ซึ่งหากการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นไปด้วยดี นายหน้าอสังหาฯ จะได้ค่าส่วนต่างประมาณ 3% หรือคิดง่ายๆ ล้านละ 30,000 บาท โดยจะได้รับค่าส่วนต่างในวันที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้ทำธุรกรรมต่างๆ ณ กรมที่ดิน

4. ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ รวยง่ายๆ แบบไม่ต้องปวดหัว

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กลัวภาวะต้องเผชิญหน้ากับการขาดทุน อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯนั้น สามารถลงมือทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย และสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแค่มีเงินหลักพันก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว แถมยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพ โดยจะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกและลงทุนในอสังหาฯ หรือหลักทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อแนะนำ: ปัจจุบันกองทุนรวมอสังหาฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6-10% พร้อมทางเลือกที่เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ เป็นต้น โดยหลังจากกองทุนอสังหาฯ บริหารและได้รับค่าเช่าจากการลงทุนแล้ว กองทุนอสังหาฯจะดำเนินการหักค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมการบริหารก่อนนำรายได้แบ่งเป็นเงินปันผลให้กับนักลงทุน

5. ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

ปิดท้ายรูปแบบการลงทุนอสังหาฯ ที่ช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ สามารถตัดสินใจลงทุนอสังหาฯ ที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้มากขึ้น นั่นคือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือมือใหม่แกะกล่อง แต่ดันถูกทอดขายในตลาดมาทำการตกแต่งให้สวย เป็นสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง

ข้อแนะนำ: นักลงทุนบางคนเลือกที่จะซื้ออสังหาฯ มาตกแต่งจากการประมูลกรมบังคับคดี หรือทรัพย์สินรอการขายจากสถาบันการเงิน โดยอสังหาฯ นั้นไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด มักอยู่ในทำเลที่ถือว่าพอใช้ โครงสร้างยังแข็งแรง แต่มีราคาถูกกว่าท้องตลาด

ในการ ลงทุนอสังหาฯ 5ประเภท นั้นเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการลงทุนเท่านั้น ผู้ที่สนใจในการลงทุนจำเป็นต้องศึกษาในตัวอสังหาฯ นั้นในดีก่อนการลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่า


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งคอนโด และตอบโจทย์ด้านการอยู่อาศัย

คอนโดมิเนียม เป็นที่อยู่ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ แต่ด้วยขนาดของห้องที่ค่อนข้างจำกัด การ เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งคอนโด ให้สวยงามดั่งห้องในฝันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคอนโดห้องเล็กๆ จะไม่สามารถตกแต่งให้สวยได้ เพียงแค่เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ถูกชิ้น แม้ห้องจะเล็ก แต่รับรองว่าทั้งสวย และตอบโจทย์ด้านการอยู่อาศัยแน่นอน

เฟอร์นิเจอร์แบบ Built-in ตอบโจทย์เรื่องประหยัดพื้นที่

เฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อินถือเป็นรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ยอดฮิตที่มักใช้ในการตกแต่งห้องคอนโด ซึ่งเจ้าของสามารถเลือกออกแบบสไตล์ได้เองตามใจชอบ รวมไปถึงเรื่องการประหยัดเนื้อที่ในห้อง เพราะเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินที่ออกแบบมาเพื่อห้องๆ นั้นโดยเฉพาะ จะเข้ากับเหลี่ยมมุมของห้องได้เป็นอย่างดี ไม่มีพื้นที่เหลือจากความไม่ลงตัว ถือเป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ แถมยังช่วยให้ห้องเป็นระเบียบ เหมาะกับห้องคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด แต่ข้อเสีย คือ การออกแบบและสั่งทำเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และกินเวลานาน ใครอยากทำเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินก็ควรวางแผนให้ดีทั้งเรื่องระยะเวลา เงินทุน และผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้

เฟอร์นิเจอร์แบบติดล้อ เคลื่อนย้ายได้ดั่งใจ ใช้งานได้หลากหลาย

เฟอร์นิเจอร์แบบติดล้อ ไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บของ เก้าอี้ โต๊ะ หรือชั้นวาง จะเคลื่อนย้ายได้ง่าย สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทำให้คุณไม่ต้องเปลืองเงินซื้อเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ช่วยให้ห้องมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น โต๊ะแบบมีล้อ สามารถย้ายไปยังพื้นที่ทำงานเพื่อใช้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ หรือจะย้ายมาข้างเตียงเพื่อใช้เป็นโต๊ะวางโน๊ตบุ๊กนอนดูหนังสบายๆ หรือจะย้ายไปโซนครัวเพื่อใช้เป็นโต๊ะกินข้าวก็ง่ายดายไม่เปลืองแรงยก

เฟอร์นิเจอร์แนวตั้ง ยิ่งสูง ยิ่งดี

แม้ห้องคอนโดจะมีขนาดเล็ก แต่ส่วนใหญ่จะออกแบบให้มีเพดานห้องสูง ซึ่งหากคุณเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์กว้างๆ ชิ้นใหญ่ๆ จะทำให้ทางเดินภายในห้องแคบลง เราจึงแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้เฟอร์นิเจอร์ทรงสูง เช่น ชั้นวางของทรงสูง หรือเลือกเป็นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแบบติดผนัง จะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ ทั้งยังเหลือที่ให้เดินหรือทำกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย

เฟอร์นิเจอร์พับเก็บได้ ประหยัดพื้นที่ แถมตอบโจทย์คนขี้เบื่อ

อีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์เรื่องประหยัดพื้นที่ และเหมาะกับคนขี้เบื่อที่ชอบจัดห้องใหม่ นั่นก็คือ เฟอร์นิเจอร์ที่พับเก็บได้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะพับ เก้าอี้พับ ที่สามารถพับเก็บแล้วค่อยนำออกมากางเมื่อต้องการใช้งาน จะช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก

โต๊ะอเนกประสงค์

โต๊ะอเนกประสงค์ หรือ Escala Desk อาจยังไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูผู้คนในบ้านเราเท่าใดนัก แต่ในต่างประเทศเจ้าโต๊ะตัวนี้ได้รับความนิยมแบบสุดๆ เพราะด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะร่วมกันของโต๊ะทำงานและชั้นวางของ จึงทำให้เราสามารถใช้งานทั้งวางข้าวของประดับห้องไปพร้อมๆ กับการเป็นโต๊ะทำงานได้ในคราวเดียว

Daybed

Daybed คือ โซฟาชนิดหนึ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้อย่างอิสระ ทั้งนี้หากเรามีงบประมาณการแต่งห้องที่จำกัด การเลือกโซฟา Daybed ก็ช่วยประหยัดงบประมาณได้เกือบครึ่ง เพราะมันสามารถใช้เป็นที่นั่งได้ในเวลากลางวันและกางออกมาเป็นที่นอนได้ในเวลากลางคืน

Parsons Desk

Parsons Desk เป็นโต๊ะขนาดเล็กที่แฝงไว้ด้วยฟังก์ชั่นสารพัดประโยชน์ ซึ่งเราสามารถใช้ Parsons Desk เป็นทั้งโต๊ะนั่งทำงาน อ่านหนังสือ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องมีโต๊ะหลายๆ ตัวไว้ให้เปลืองพื้นที่อีกด้วย

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งคอนโด ตามสไตล์

สไตล์มูจิ

สไตล์มูจิ หรือ “เจแพนนีสสไตล์” นั่นเอง การตกแต่งสไตล์นี้จะเน้นใช้โทนสีอ่อน ทำให้เราคอนโทรลสีการแต่งได้ง่าย ช่วยทำให้บ้านอบอุ่นสบายตาขึ้นมาทันทีเลย เฟอร์นิเจอร์จะเน้นเป็นไม้ เพราะญี่ปุ่นมักจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ส่วนดีไซน์ก็แบบเรียบง่าย ไม่ต้องมาเป็นแกะสลักบาโร้คอะไรแบบนี้อย่าเด็ดขาด ญี่ปุ่นจะเน้นความเรียบง่าย มีม่านสีขาวบางๆ ที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ แล้วอย่าลืมที่จะหาซื้อของตกแต่งดีไซน์น่ารักมาเสริม ก็จะช่วยเติมเต็มให้บ้านน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่เป็นสาวกมินิมัลก็ สไตล์นี้แหละเข้ากับคุณที่สุด

สไตล์Rustic

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับสไตล์นี้ สไตล์นี้จะมีความ Country อยู่ อารมณ์ก็อบอุ่นสบายตา เพราะว่าสไตล์ Rustic เค้าเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆ สีก้อเข้มอ่อนได้เลยย แต่จะแนะนำให้มีความเข้มของสีนิดนึง เพราะมันจะมีความดิบๆ ของไม้มากกว่าสีอ่อน จะได้อารมณ์ความเป็น American country style สไตล์นี้เน้นธรรมชาติอย่างเปลือยๆ ยิ่งดิบยิ่งเท่ อย่างสีของผนังจะเป็นสีขาวหรือปูนเปลือยก็ได้

ถ้าเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมันดิบมากๆ แนะนำเป็นผนังสีขาวเพราะจะยิ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ของคุณดูโดดเด่นขึ้นอีก ใครที่รักธรรมชาติรักความสงบอบอุ่น สไตล์นี้ก็จะเหมาะกับคุณ

อย่าลืมว่าต้องหาต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับมาไว้ในบ้านด้วย ลดความแข็งของเฟอร์นิเจอร์ แล้วเพิ่มความนุ่มนวลด้วยไม้ประดับ

สไตล์ Industrial loft

สไตล์นี้ได้รับความนิยมแย่างมาก ดูได้จากคาเฟ่ๆ สวยๆ ชิคๆ ส่วนใหญ่ก็การตกแต่งแนวนี้ และง่ายต่อการทำให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครอีกด้วย อย่างที่รู้กันว่าสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์ มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงงานหรือโกดังในสมัยก่อน โทนสีก็นิยมเป็น “น้ำตาล ขาว เทา ดำ ในการตกแต่งซึ่งสีพวกนี้เป็นสีที่แทนมาจาก อิฐ ไม้ ปูน เหล็ก นั่นเอง ฉะนั้นแล้วสไตล์การตกแต่งแนวนี้ก็จะเป็นแนวโปร่งๆ โครงบ้านก็จะเป็นเหล็ก ผนังอิฐเปลือย นี่เห็นได้เกลื่อนเลยที่สไตล์นี้ต้องมี มันจะเพิ่มความทันสมัยมีสไตล์เข้ามาได้เยอะเลย เฟอร์นิเจอร์ก็เลือกจากหลายหลายวัสดุได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไม้ เป็นเหล็ก เพราะเป็นเสน่ห์ที่สื่อถึงสไตล์นี้ได้เป็นอย่างดี

อีกอย่างที่เติมเต็มก็คือการแขวนสิ่งของจากเพดาน จะเป็นการแขวนต้นไม้ แขวนโคมไฟ ก็มาประยุกต์ใช้กับสไตล์นี้ได้ ต้องมีอารมณ์ความเป็นศิลปินนิดนึงกับการแต่งบ้านสไตล์นี้ ถ้าหลงไหลกับความเท่ละก็ “สไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์” นี่แหละตอบโจทย์

สไตล์ vintage

ย สไตล์นี้ต้องเป็นความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะทำก็ทำ เพราะเสน่ห์ของวินเทจคือการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ “เก่าแต่เก๋า”คงใช้ได้กับสไตล์นี้เท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งมีเรื่องราวของกาลเวลาติดมาด้วย เป็นความทรงจำจากยุคสู่ยุค การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็หากใครมีใจรักในความย้อนยุคแบบออริจินัล ก็คงจะต้องไปเสาะแสวงหาเฟอร์นิเจอร์มือสองที่ถูกใจ ความชอบสไตล์ก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวเลย เพราะมันมีแค่อย่างละชิ้น แต่ถ้าใครไม่อยากไปหาของมือสองแล้วละก็ เดี๋ยวนี้เค้ามีเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจที่ใช้เทคนิคขัดสีเลียนแบบของเก่า ให้อารมณ์ย้อนยุคได้ไม่แพ้กัน

ส่วนการเลือกเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้ทำการบ้านก่อนว่าเราอยากได้วินเทจอารมณ์ไหน ถ้าชอบสีสันเรียบง่าย ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์สีขาว ครีม และเพิ่มสีสันด้วยสีด้วยสีพาสเทล จะทำให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล อาจจะเพิ่มลูกเล่นด้วยลายดอกหวานๆ ก็จะได้บรรยากาศ คลาสสิคโรแมนติค ถูกใจสาวหวานแน่นอน แต่ถ้าอยากให้มีกลิ่นอายของแฟชั่น ก็เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสัน จะช่วยสร้างความสนุกให้กับบ้านได้มากเลยทีเดียว


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน แบบคนฉลาดเลือก ที่จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่มากขึ้น

การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ถือเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในช่วงนี้ เพราะอยู่ติดบ้านมากขึ้น หรือบางคนได้ฤกษ์งามยามดี ย้ายเข้าบ้าน-คอนโดใหม่ปีนี้ เลยมองหาเฟอร์นิเจอร์สวยๆ มาตกแต่ง ซึ่งนอกจากจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านจากความชอบ และดีไซน์แล้ว ยังมีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง มาดู How to เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านแบบคนฉลาดเลือก ที่จะทำให้บ้าน-คอนโดของคุณน่าอยู่มากขึ้นในทุกวันกัน

1. เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามขนาดพื้นที่ห้อง

สำหรับแบบบ้านที่มีขนาดใหญ่ แต่ละห้องพื้นที่เยอะ ก็ไม่ต้องคิดหนักเลยเลือกเฟอร์นิเจอร์ได้ตามความชอบใจ แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมของห้องด้วย เช่น พื้นที่ห้องรับแขกใหญ่มาก แต่เลือกโซฟาตัวเล็กนิดเดียว ก็ทำให้ดูไม่สง่า และไม่สมกับประสิทธิภาพของพื้นที่ที่เรามีอยู่ แต่ถ้าพื้นที่ห้องเล็ก แคบ ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัดพื้นที่ซักหน่อย หรือถ้าเป็นไปได้ อาจทำบิ้วท์อินเพื่อการใช้งานที่ครบถ้วน และดูเป็นที่เป็นทาง เช่นชั้นวางของในห้องนอนที่มีขนาดเล็ก ก็อาจบิ้วท์ตู้ลอยจากพื้นเพื่อไม่ให้ดูเกะกะมากนัก

2.เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามสไตล์การตกแต่ง

สไตล์มูจิ

สไตล์มูจิ หรือ “เจแพนนีสสไตล์” นั่นเอง การตกแต่งสไตล์นี้จะเน้นใช้โทนสีอ่อน ทำให้เราคอนโทรลสีการแต่งได้ง่าย ช่วยทำให้บ้านอบอุ่นสบายตาขึ้นมาทันทีเลย เฟอร์นิเจอร์จะเน้นเป็นไม้ เพราะญี่ปุ่นมักจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ส่วนดีไซน์ก็แบบเรียบง่าย ไม่ต้องมาเป็นแกะสลักบาโร้คอะไรแบบนี้อย่าเด็ดขาด ญี่ปุ่นจะเน้นความเรียบง่าย มีม่านสีขาวบางๆ ที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ แล้วอย่าลืมที่จะหาซื้อของตกแต่งดีไซน์น่ารักมาเสริม ก็จะช่วยเติมเต็มให้บ้านน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่เป็นสาวกมินิมัลก็ สไตล์นี้แหละเข้ากับคุณที่สุด

สไตล์Rustic

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับสไตล์นี้ สไตล์นี้จะมีความ Country อยู่ อารมณ์ก็อบอุ่นสบายตา เพราะว่าสไตล์ Rustic เค้าเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆ สีก้อเข้มอ่อนได้เลยย แต่จะแนะนำให้มีความเข้มของสีนิดนึง เพราะมันจะมีความดิบๆ ของไม้มากกว่าสีอ่อน จะได้อารมณ์ความเป็น American country style สไตล์นี้เน้นธรรมชาติอย่างเปลือยๆ ยิ่งดิบยิ่งเท่ อย่างสีของผนังจะเป็นสีขาวหรือปูนเปลือยก็ได้

ถ้าเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมันดิบมากๆ แนะนำเป็นผนังสีขาวเพราะจะยิ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ของคุณดูโดดเด่นขึ้นอีก ใครที่รักธรรมชาติรักความสงบอบอุ่น สไตล์นี้ก็จะเหมาะกับคุณ

อย่าลืมว่าต้องหาต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับมาไว้ในบ้านด้วย ลดความแข็งของเฟอร์นิเจอร์ แล้วเพิ่มความนุ่มนวลด้วยไม้ประดับ

สไตล์ Industrial loft

สไตล์นี้ได้รับความนิยมแย่างมาก ดูได้จากคาเฟ่ๆ สวยๆ ชิคๆ ส่วนใหญ่ก็การตกแต่งแนวนี้ และง่ายต่อการทำให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครอีกด้วย อย่างที่รู้กันว่าสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์ มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงงานหรือโกดังในสมัยก่อน โทนสีก็นิยมเป็น “น้ำตาล ขาว เทา ดำ ในการตกแต่งซึ่งสีพวกนี้เป็นสีที่แทนมาจาก อิฐ ไม้ ปูน เหล็ก นั่นเอง ฉะนั้นแล้วสไตล์การตกแต่งแนวนี้ก็จะเป็นแนวโปร่งๆ โครงบ้านก็จะเป็นเหล็ก ผนังอิฐเปลือย นี่เห็นได้เกลื่อนเลยที่สไตล์นี้ต้องมี มันจะเพิ่มความทันสมัยมีสไตล์เข้ามาได้เยอะเลย เฟอร์นิเจอร์ก็เลือกจากหลายหลายวัสดุได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไม้ เป็นเหล็ก เพราะเป็นเสน่ห์ที่สื่อถึงสไตล์นี้ได้เป็นอย่างดี

อีกอย่างที่เติมเต็มก็คือการแขวนสิ่งของจากเพดาน จะเป็นการแขวนต้นไม้ แขวนโคมไฟ ก็มาประยุกต์ใช้กับสไตล์นี้ได้ ต้องมีอารมณ์ความเป็นศิลปินนิดนึงกับการแต่งบ้านสไตล์นี้ ถ้าหลงไหลกับความเท่ละก็ “สไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์” นี่แหละตอบโจทย์

สไตล์ vintage

ย สไตล์นี้ต้องเป็นความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะทำก็ทำ เพราะเสน่ห์ของวินเทจคือการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ “เก่าแต่เก๋า”คงใช้ได้กับสไตล์นี้เท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งมีเรื่องราวของกาลเวลาติดมาด้วย เป็นความทรงจำจากยุคสู่ยุค การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็หากใครมีใจรักในความย้อนยุคแบบออริจินัล ก็คงจะต้องไปเสาะแสวงหาเฟอร์นิเจอร์มือสองที่ถูกใจ ความชอบสไตล์ก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวเลย เพราะมันมีแค่อย่างละชิ้น แต่ถ้าใครไม่อยากไปหาของมือสองแล้วละก็ เดี๋ยวนี้เค้ามีเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจที่ใช้เทคนิคขัดสีเลียนแบบของเก่า ให้อารมณ์ย้อนยุคได้ไม่แพ้กัน

ส่วนการเลือกเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้ทำการบ้านก่อนว่าเราอยากได้วินเทจอารมณ์ไหน ถ้าชอบสีสันเรียบง่าย ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์สีขาว ครีม และเพิ่มสีสันด้วยสีด้วยสีพาสเทล จะทำให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล อาจจะเพิ่มลูกเล่นด้วยลายดอกหวานๆ ก็จะได้บรรยากาศ คลาสสิคโรแมนติค ถูกใจสาวหวานแน่นอน แต่ถ้าอยากให้มีกลิ่นอายของแฟชั่น ก็เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสัน จะช่วยสร้างความสนุกให้กับบ้านได้มากเลยทีเดียว

3.เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ตามการใช้งาน

เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน บางชิ้นมีไว้โชว์ เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นมีไว้ใช้ เพราะฉะนั้นนอกจากดีไซน์สวยแล้วยังต้องใช้ประโยชน์ได้จริง ตอบโจทย์คุณและสมาชิกในครอบครัว เช่น

ห้องรับแขก/ห้องนั่งเล่น

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คือโซฟาและเก้าอี้ ลำดับแรกคือการเลือกขนาดให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง ถ้าห้องพื้นที่น้อย การใช้โซฟาแบบสองที่นั่งจะประหยัดพื้นที่และสะดวกต่อการนั่งสนทนาตั้งแต่ 2 คน อาจใช้เก้าอี้เสริมที่ยกเก็บได้ในเวลาที่แขกมาเยอะ โซฟาขนาดสามที่นั่งน่าจะเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่พอสมควร ส่วนการกำหนดความสูงเตี้ยของโซฟานั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ และรสนิยมของเจ้าของบ้าน ก่อนซื้อควรมีการทดลองนั่งก่อนว่าสบายถูกใจหรือไม่

โต๊ะ ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้เสียก่อน เช่น หากเลือกเป็นโต๊ะอาหารนั้น ควรมีความสูงประมาณ 724 มม. และเก้าอี้ต้องมีความสูงรับกันพอดี ส่วนโต๊ะเตี้ยที่วางใกล้โซฟา หรือเก้าอี้นั้นจะต้องรู้ว่าจะใช้ทำอะไร เช่น วางโคมไฟ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือวางถ้วยกาแฟ เป็นต้น แล้วเลือกให้มีความสูงที่เหมาะสม นอกจากนี้

ถ้าเลือกเก้าอี้ไม่มีเท้าแขน การเลือกโต๊ะที่มาเข้าคู่ อาจเตี้ยระดับเบาะรองนั่งได้ แต่ถ้ามีเท้าแขน โต๊ะก็ควรอยู่ต่ำกว่าเท้าแขนประมาณ 1-2 นิ้วเพื่อความสะดวกในการหยิบของหิ้งและชั้นเก็บของ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าเราต้องใช้เก็บอะไรบ้าง และต้องเก็บมากเท่าไร และสามารถดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานได้หรือไม่ อาจซื้อตู้เป็นแบบลอยตัวมาตั้งไว้ หรือบิ้วท์ตู้ให้ดูเรียบร้อยไปเลย ตามแต่ความชอบของแต่ละคน

ห้องรับประทานอาหาร

เป็นพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวใช้งานกันพร้อมหน้าพร้อมตา เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้จึงต้องจัดให้มีความเหมาะสมเพื่อรองรับทุกคนในบ้านได้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือจำนวนที่นั่ง เพราะจะส่งผลถึงขนาดเก้าอี้และโต๊ะที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง สำหรับเก้าอี้ เมื่อเลือกขนาดได้แล้วควรทดลองนั่งดูก่อน ความสูงของเก้าอี้ควรจะพอเหมาะที่จะทานอาหารบนโต๊ะได้อย่างสะดวก มีพนักที่ไม่เอนมากเกินไป หากเก้าอี้เป็นคนละเซ็ตกับโต๊ะ ควรเช็คขนาดให้ดี เพื่อให้เก้าอี้สามารถสอดเก็บใต้โต๊ะได้สำหรับโต๊ะ

เมื่อเลือกขนาดแล้ว ก็มาถึงเรื่องวัสดุผิวหน้าของโต๊ะอาหาร ควรจะมีความคงทน ไม่ชำรุดง่าย และทำความสะอาดได้สะดวก เช่น พลาสติกหรือกระจก ซึ่งช่วยป้องกันการขีดข่วนได้ แต่ถ้าชอบไม้ ก็ต้องดูแลรักษามากกว่าแบบอื่น

ห้องนอน

การจัดห้องนอนจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของห้องเป็นสำคัญ แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย การเลือกเตียง ควรมีขนาดที่พอดี ถ้าห้องเล็กก็ต้องยอมลดขนาดเตียงให้เล็กลง เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องเหลือพอที่จะใช้เป็นทางเดินและทำความสะอาดได้สะดวก แต่ทั้งนี้ก็ต้องสามารถนอนได้สบายอยู่ การเลือกเตียงแบบมีขาเป็นที่นิยมในสมัยนี้ เพราะทำให้ดูโปร่งโล่ง และทำความสะอาดได้ ไม่เก็บฝุ่น แต่บางคนชอบเตียงทึบ เพราะดูแข็งแรง ก็แล้วแต่ความนิยมตู้เสื้อผ้ามีความกว้างที่นิยมคือ 60 เซนติเมตรและมีความสูง 180-200 เซนติเมตร ขนาดของตู้แต่ละช่วงก็ควรจะมีขนาดประมาณ 45-60 เซนติเมตร เพราะเป็นขนาดที่สามารถทำบานตู้ติดได้สัดส่วนพอดี ซึ่งบานตู้ควรจะมีขนาดเปิดได้กว้างมองเห็นภายในตู้ได้ทั้งหมด

ถ้าห้องนอนมีขนาดแคบควรใช้บานตู้แบบเลื่อน ตู้เสือ้ผ้าที่มีกระจกเงาติดที่บานตู้ ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ ในกรณีที่พื้นที่ไม่พอที่จะวางโต๊ะเครื่องแป้ง หรือกระจกเต็มตัวต่างหาก นอกจากนี้ภายในตู้เสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายก็ไม่เหมือนกัน เพราะมีเครื่องใช้แตกต่างกัน ผู้หญิงจะมีชุดเสื้อผ้าที่ยาวกว่าฉะนั้นที่แขวนเสื้อจะต้องสูงกว่าคือมีความสูงประมาณ 170-180 เซนติเมตร ส่วนตู้ของผู้ชาย อาจจะจัดเป็นสองช่วงคือ สำหรับแขวนเสื้อข้างบน และแขวนกางเกงข้างล่าง

3.4 ห้องทำงาน…ถ้าเป็นการทำงานแบบจริงจัง และมีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ควรเลือกโต๊ะที่มีที่วางแป้นพิมพ์แบบลิ้นชัก ส่วนเก้าอี้ ก็ควรเป็นเก้าอี้นั่งทำงานโดยเฉพาะเพื่อรองรับแผ่นหลังและสรีระ แต่ถ้านั่งทำงานแบบนั่งเขียน การเลือกชุดโต๊ะทำงาน ก็สามารถเลือกได้ยืดหยุ่นกว่า อาจเลือกแบบตามความชอบได้เลย นอกจากโต๊ะและเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญมาก ควรเลือกแบบที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะต้องรองรับหนังสือปริมาณมาก ถ้ากลัวฝุ่นเยอะ ก็ควรเลือกตู้แบบมีบานปิดตู้ แต่ถ้าชอบแบบโปร่งๆโล่งๆ ก็เลือกชั้นที่ไม่มีแผ่นปิดด้านหลังตู้ อาจทำมาจากสเตนเลส เหล็กที่โครงสร้างสวยงาม ก็ทำให้ห้องทำงานดูทันสมัยดี


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด 2564 ใน6 จังหวัดหลักของภูมิภาค

ปี 2564 ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด มียอดขายที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักของภูมิภาค มีแนวโน้มทรงตัว หรืออาจหดตัวเล็กน้อยจากปี 2563 ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการจึงจะเน้นระบายอุปทานคงค้างซึ่งอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี คาดว่าธุรกิจมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในปี 2565-2566 โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจ ที่ทยอยฟื้นตัว และมาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ สำหรับปัจจัยกดดันการเติบโต ของธุรกิจในระยะข้างหน้า ได้แก่ หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย และความเข้มงวด ในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน อีกทั้งอุปสงค์ส่วนใหญ่ ได้ถูกดูดซับไปแล้วในช่วงปี 2563 จากการที่ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อส่งเสริมการขาย และเร่งระบายสต็อก สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ปรับลดลง ไม่มากนักในปี 2563 ขณะที่อุปสงค์ชาวต่างชาติเผชิญข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ

ข้อมูลพื้นฐาน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วน 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมาก เกิดการจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมไปกับการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่ง เป็นต้น

ธุรกิจที่อยู่อาศัยในภูมิภาคเติบโตและกระจุกตัวใน 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา ขอนแก่น และภูเก็ต สะท้อนจากการขออนุญาตก่อสร้างปี 2562 มีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 23% ของพื้นที่ขออนุญาตทั้งหมดทั่วประเทศ (แนวราบสัดส่วน 24%และแนวสูง 13% ของพื้นที่ขออนุญาตแนวราบ และแนวสูงทั่วประเทศ ตามลำดับ) และ 39% ของพื้นที่ต่างจังหวัดทั้งหมด (แนวราบสัดส่วน 37% และแนวสูง 73% ของพื้นที่ขออนุญาตทั้งแนวราบ และแนวสูงในต่างจังหวัดตามลำดับ)

ผลจากศักยภาพของพื้นที่ซึ่งมีทั้งเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา ทั้งยังได้อานิสงส์จากนโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคของภาครัฐที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต อาทิ แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)

ปัจจัยข้างต้นก่อให้เกิดการจ้างงาน การย้ายถิ่นฐาน และการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่เพิ่มขึ้น (ประชากรแฝงที่ย้ายเข้ามาพำนักเพื่อศึกษา และทำงาน รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน) นำมาสู่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะแนวราบ เนื่องจากราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก

ตลาดที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักยังพัฒนาไปได้ไม่มากจึงมีโอกาสเติบโตสูงในระยะข้างหน้า โดยแต่ละทำเลจะมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

 เชียงใหม่ กลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทย ส่วนอุปสงค์ต่างชาติจะมาจากชาวจีนที่นิยมลงทุนคอนโดมิเนียม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกันที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ 

ภูเก็ต ลูกค้าหลัก คือ ชาวจีน/ฮ่องกง ซึ่งมักซื้อแบบเหมายกชั้นหรือเหมาอาคารในโครงการที่มีหลายอาคาร รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อเพื่อลงทุนจากสิงคโปร์และรัสเซีย 

ชลบุรี ลูกค้าหลัก คือ นักลงทุนจีนและยุโรป 

ระยอง ลูกค้าหลักเป็นคนไทย ส่วนใหญ่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม หากเป็นบ้านเดี่ยวจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ส่วนทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมจะเป็นกลุ่มพนักงานระดับปฎิบัติการ โดยชลบุรีและระยองยังได้อานิสงส์จากโครงการ EEC ซึ่งภาครัฐมีแผนพัฒนาด้านการคมนาคม อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และสนามบินอู่ตะเภา ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เร่งเข้ามาพัฒนาพื้นที่จำนวนมาก 

นครราชสีมา ลูกค้าบ้านจัดสรรส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น กระจุกตัวบริเวณอำเภอเมือง ส่วนลูกค้าคอนโดมิเนียมมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย/เข้ามาศึกษา/ทำงาน และซื้อเพื่อลงทุนให้เช่า หากเป็นอำเภอปากช่องจะเป็นกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ที่ต้องการมีบ้านพักตากอากาศหรือบ้านพักหลังเกษียณ 

ขอนแก่น ลูกค้าหลักเป็นคนในพื้นที่ มีรายได้จากเงินเดือน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และลูกค้าประเภทธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขาย

แนวโน้ม ธุรกิจที่อยู่อาศัยต่างจังหวัด

ธุรกิจที่อยู่อาศัยใน 6 จังหวัดหลักมีแนวโน้มกลับมาเติบโตในปี 2565-2566 เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแผนขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรม ประกอบกับการแข่งขันในทำเลกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบมีความรุนแรงขึ้น สะท้อนจากราคาที่ดินเฉลี่ยปี 2563 ปรับขึ้น 8.0% จากปี 2562 อย่างไรก็ดี วิจัยกรุงศรีประเมินว่าปี 2564 ธุรกิจที่อยู่อาศัยจะทรงตัวหรืออาจหดตัวเล็กน้อยจากปี 2563 ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี จากหดตัว 6.1% ปี 2563 โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีความคืบหน้าโดยเฉพาะพื้นที่ EEC ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในชลบุรีและระยองฟื้นตัวได้เร็วกว่าจังหวัดอื่น ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนทั่วโลกรวมถึงไทย โดยการเปิดรับนักท่องเที่ยวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไข อาทิ ผู้เดินทางมาทำธุรกิจ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือผู้มาจากประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาใกล้เคียงกับปี 2562 (40 ล้านคน) ภายในปี 2567


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโด ฯลฯ

อสังหาเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแต่ทุกๆคน กลับข้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ อย่างใกล้ตัวแบบที่หลายคนคิดไม่ถึง ก่อนจะไปรู้จักว่า อสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ นั้นมีอะไรบ้าง เราไปทำความรู้จักกับ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ ว่ามีความแตกกต่างกันอย่างไร และอะไรเหมาะกับความต้องการของเรา โดยเราควรเลือกลงทุนใน ทรัพย์สินแบบไหน

สังหาริมทรัพย์

สิ่งที่บ่งบอกว่าอะไรคือ สังหาริมทรัพย์ นั้นแบ่งง่ายคือ สิ่งของที่เราสามารถเคลื่อนย้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็ก หรือของชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนขนาดเล็กอย่าง ต่างหู หรือแหวน ก็ถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสิทธิ์บัตร และลิขสิทธิ์ต่างๆก็ยังถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์

ในทางกลับกันเมื่อของที่เคลื่อนที่ได้คือ สังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทั้งหมดก็จะเป็นอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด อาคาร สำนักงาน โรงงาน หรือ แม่น้ำ บึง แร่ กรวด ทราย ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้นก็จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย จะเห็นได้ว่าแม้แต่ทรัพย์สินที่เป็นธรรมชาติก็นับได้ว่า เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะสรุปสั้นๆได้ว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นคือสิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือถ้าเคลื่อนย้ายก็จะใช้ความยากลำบาก และจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์นั้นๆได้

อสังหาริมทรัพย์ ต่างกันอย่างไรกับ สังหาริมทรัพย์

นอกจากการเคลื่อนย้ายได้ หรือเคลื่อนย้ายไม่ได้นั้น สิ่งที่แตกต่างอีกสิ่งหนึ่งนั้น คือมูลค่า โดยปกติแล้ว อสังหาริมทรัพย์มักจะมีมูลค่ามากกว่าค่าเสื่อม ในทางกลับกัน สังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไร ก็จะมีมูลค่าที่ลดน้อยลงไป แต่จะมีบ้างที่กลับกันเช่น ที่ดินรอบโรงงาน ในตอนที่โรงงานยังเปิด ก็จะยังเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่ามากกว่าค่าเสื่อม แต่เมื่อไรที่โรงงานปิดตัวลงทำให้ไม่มีคนงาน พื้นที่โดยรอบก็จะมีมูลค่าลดลง ในทางเดียวกัน สังหาริมทรัพย์ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้

ในกรณีที่สิ่งที่ครอบครองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องการ หรือเป็นของสะสม ก็จะสามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เช่น นาฬิกาบางรุ่น หรือวัตถุโบราณ รถโบราณ เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ จะเพิ่มขึ้นตามความจำเป็นในการใช้งาน แต่สังหาริมทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ จะต้องเป็นสิ่งที่บุคคลต้องการ การแบ่งแยกสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้เรารู้ว่าการถึงครองอสังหาริมทรัพย์ นั้นมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนในระยะมากกว่า

ลักษณะเด่นอีกอย่างของอสังหาริมทรัพย์ คือ เป็นทรัพย์สินที่มีอายุยืนยาวมาก โดยในทางเศรษฐกิจทั่วไป จะกำหนดอายุขัยเอาไว้ที่ประมาณ 50 ปี แต่ทางกายภาพของอาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างมักจะมีอายุขัยจริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น หากนำไปใช้ในการสร้างรายได้ จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นอีกในระยะยาว

ด้วยราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยปกติจะมีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลง จึงเหมาะกับการถือครองไว้ในระยะยาว เพราะในระยะสั้นราคาจะมีการแกว่ง และปรับขึ้นลงได้ตามสภาพเศรษฐกิจ รวมไปถึงทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมในขณะนั้นด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนหนาพอสมควร

เมื่อเราสามารถแยกอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ได้แล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับอสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ

อสังหาริมทรัพย์

  • ไม่สามารเคลื่อนย้ายได้
  • อยู่ติดกับพื้น หรือในบริเวณที่ดิน

สังหาริมทรัพย์

  • สามารถเคลื่อนย้าย หรือโยกย้ายได้
  • ไม่ติดกับพื้น สามารถนำติดตัว

อสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ

การแบ่งอสังหาริมทรัพย์แบบต่าง ๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้สอย โดยจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษตร เช่น ที่นา ไร่สวน หรือที่ดิน ทีจะให้เป็นพื้นที่เพื่อทำการเกษตรโดยเฉพาะ
  2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ทาวน์เฮ้าส์ แฟลต เป็นต้น
  3. อสังหาริมทรพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงละคร ตลาดสด ศูนย์ประชุม อาคารพาณิชย์ เป็นต้น
  4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน สิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
  5. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนเช่น รีสอร์ท โรงแรมตากอากาศ เป็นต้น

จากปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์ คือ การลงทุนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือซื้อเพื่อลงทุน ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ ก็สามารถจะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ครอบครองได้ แต่สำหรับใครที่กำลังมีความสนใจในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หากต้องการประโยชน์สูงสุดจากอสังหาริมทรัพย์ ขอแนะนำให้ถือครองไว้ในระยะยาว ซึ่งจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากตัวทรัพย์แล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบด้านที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน แต่หากคุณเป็นคนเมือง และกำลังลังเล ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์อะไรดี สามารถหาอ่าน บทความเพิ่มเติมได้ เพื่อความมั่นใจในการลงทุน


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com