หาดทิพย์ลุยอสังหาริมทรัพย์ ผุดโครงการแรก 320 ล้าน

หาดทิพย์ลุยอสังหาริมทรัพย์ ผุดโครงการแรก 320 ล้าน เป็นโครงการบ้านเดี่ยวบ้านแฝด จำนวน 65 ยูนิต ที่หาดใหญ่ ก่อนทะยอยทั่วภาคใต้

หาดทิพย์ลุยอสังหาริมทรัพย์

บริษัท หาดทิพย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในเครือของบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ได้เปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัย “เดอะ เฮเว่น กาญจนวนิช” มูลค่า 320 ล้านบาท ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยนายเอกชัย ภักดีเมฆานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หาดทิพย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้กล่าวว่า ตัวโครงการ“เดอะ เฮเว่น กาญจนวนิช” จะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด มีจำนวน 65 ยูนิต โดยเป็นโครงการแรก เพื่อเป็นใบเบิกทางเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ โดยคัดเลือกที่ดินจากหลายแปลที่มีอยู่ในครอบครอง โดยเลือกแปลงที่มีศักยภาพมาพัฒนาก่อน

ตัวโครงการจะมีบ้านด้วยกัน 4 แบบ เนื้อที่เริ่มต้นตั้งแต่  43.1 -75.1 ตารางวา ราคาตั้งแต่ 3,980,000 – 7,250,000 บาท ตั้งอยู่บนทำเลที่การเดินทางสะดวก อยู่ใกล้ตัวเมือง น้ำไม่ท่วม  ตัวโครงการจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส คาดจะแล้วเสร็จในเวลา 3 ปี โดยเป้าหมายสิ้นปี 2565 นี้ จะสามารถโอนได้ 13 หลัง จากยอดจอง 7 หลัง เมื่อเปิดจองเร็ว ๆ นี้

โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างครอบครัว กลุ่มครอบครัวขนาดกลาง และกลุ่มขยายครอบครัว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ผู้บริหารหาดทิพย์ มีความตั้งใจขยายธุรกิจด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมองว่ามีศักยภาพเพียงพอ ทั้งตัวแบรนด์ และตัวพื้นที่ดินของบริษัทแม่ ซึ่งยังมีที่ดินอีกหลายแปลง ที่มีศักยภาพ พอที่จะสามารถนำมาพัฒนาได้อีกหลายโครงการ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท หาดทิพย์ ดีเวลลอปเม้นท์ฯ ได้มุ่งหวังพัฒนาโครงการอันดับแรกคือ ที่พักอาศัย หมู่บ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นบ้านแฝด บ้านเดี่ยว รวมถึงกลุ่มอาคารพาณิชย์ โดยมีที่ดินอีกหลายแปลงที่มีศักยภาพ สำหรับการทำอาคารพาณิชย์ หรือผสมผสานโครงการหลายรูปแบบในโครงการเดียวกัน(มิกซ์ยูส) โดยสามารถพัฒนาเป็นสำนักงานของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีหลายพื้นที่ โดยสามารถทำเป็นรีสอร์ท หรือพื้นที่ให้เช่าได้ 

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ผ่อนคลายมาตรการ LTV หลัง ธปท. ไม่ต่ออายุ

ผ่อนคลายมาตรการ LTV หลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย มาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV

ผ่อนคลายมาตรการ LTV

ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะส่วนของนักลงทุน และผู้ซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่ม Real demand จากสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในสัญญาที่ 2 หรือ 3 เป็นต้นไป โดยแบ่งผลกระทบออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

1-การตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2022 กําลังเร่งตัวขึ้น และนี่เป็นจังหวะสําหรับผู้ประกอบการ ในการพัฒนากลุ่มบ้าน ที่พวกเขาสามารถนําบ้าน ที่สร้างเสร็จแล้วไปขายได้ มันสามารถกระตุ้นยอดขายที่อยู่อาศัย เพื่อระบายสินค้าคงคลัง
ก่อนที่ผู้ซื้อบ้านจะต้องชําระเงินดาวน์ 10-30% ของมูลค่าบ้านในปี 2566 น่าจะเพิ่มยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ในช่วงที่เหลือของปี 2565 โดยเฉพาะจากนักลงทุน

2-ในปี 2565 มีการซื้อบ้านชะลอตัวลง เนื่องจากภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นในการชําระเงินดาวน์สูงถึง 10-30% ของราคาที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ซื้อบ้าน สามารถขอสินเชื่อ เพื่อซื้อสัญญาที่อยู่อาศัยครั้งแรกได้อย่างเต็มที่ แม้ว่ามาตรการจะไม่ได้รับการต่ออายุ แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการซื้อที่อยู่อาศัย ที่ต้องการอสังหาริมทรัพย์ในสัญญาจํานองครั้งแรก เพราะยังสามารถขอสินเชื่อได้เต็มจำนวน
คอนโดมิเนียมราคาถูก ถึงปานกลาง ไม่เกิน 5 ล้านบาท กรุงเทพฯ และบริเวณโดยรอบ มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบ จากมาตรการไม่ต่ออายุ เนื่องจากเป็นเซ็กเมนต์ที่มักเป็นที่นิยม สําหรับการลงทุน ทั้งการเช่าและการเก็งกําไร โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 จํานวนยูนิตคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ ในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนมากกว่า 80% ของคอนโดที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด จากผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย ในปี 2023 นักพัฒนาวางแผนที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มเติมในราคาต่ำและปานกลาง

ดังนั้น การไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV อาจสร้างแรงกดดันให้กับหน่วยที่อยู่อาศัยที่จะขายในอนาคต จากกลุ่มเปราะบางที่มีกําลังซื้ออาจทําให้การตัดสินใจด้านที่อยู่อาศัยล่าช้าออกไป

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ตลาดที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น

ที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น ทั้ง ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สวนทางกับ สต็อก โครงการใหม่ที่ลดลง

ที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 จำนวนยูนิตขาย (สต๊อก) และโครงการก่อสร้างใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่ดินที่สูง จึงทำให้ราคาขายต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ในขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของยอดขายใหม่ ในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงจำนวนหน่วยเหลือขายมียอดสะสมลดลง แต่มูลค่าของหน่วยที่ยังเหลือขายปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์รายเดือนในภาคใต้ มีอัตราการดูดซึมเพิ่มขึ้น แนวโน้มปรับตัวดีขึ้นของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคใต้ หลังสถานการณ์โควิด-19

นาย วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยใน 4 จังหวัดภาคใต้ หรือพื้นที่สำรวจ REIC พบว่า ไม่มีโครงการอาคารชุดพักอาศัย ที่เปิดตัวในภาคใต้ แต่มีโครงการบ้านพร้อมขายทั้ง 4 จังหวัด

สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยแนบราบ มีจำนวนเพิ่มขึ้น มากกว่าโครงการอาคารชุด รวมถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต และการเปิดตัวโครงการใหม่ ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ที่สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีเสถียรภาพ และยอดขายเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายในพื้นที่ภาคใต้ของ 4 จังหวัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 พบ 16,203 ยูนิต มูลค่า 71.99 พันล้านบาท ลดลงจากครึ่งแรกของปี 2564 เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตขายทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จำนวนยูนิตลดลง -3.0% และมูลค่าลดลง -1.3%

ครึ่งปีแรก
จากตัวเลขข้างต้นมีโครงการอาคารชุด 4,946 โครงการ มูลค่า 22,662 พันล้านบาท โครงการบ้านจัดสรร 11,257 โครงการ มูลค่า 49.328 พันล้านบาท โครงการใหม่ 792 โครงการ มูลค่า 4.071 พันล้านบาท และโครงการขายได้ใหม่ 2,551 โครงการ มูลค่า 10.592 พันล้านบาท

ส่งผลให้มียอดขาย 13,652 หน่วย มูลค่า 61.398 พันล้านบาท โครงการใหม่ที่เข้าสู่ตลาดเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 792 ยูนิต มูลค่า 4.071 พันล้านบาท จำนวนยูนิตต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี 2564 -42.9% และมูลค่าลดลง -29.9% ล้านบาท

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นได้ว่าภาคใต้ไม่มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยกระจัดกระจายในหลายทำเล เช่น เกาะแก้ว – รัษฎา น้ำน้อย และทำเลเกาะย่อ – บ่อยาง

ทำเลเปิดขายมากสุด

โครงการเสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ 
อันดับ 1 เทพกระษัตรี – ศรีสุนทร จำนวน 1,909 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,786 ล้านบาท
อันดับ 2 หาดในยาง – หาดไม้ขาว จำนวน 1,122 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,790 ล้านบาท
อันดับ 3 หาดบางเทา – หาดสุรินทร์ จำนวน 1,086 หน่วย มูลค่าโครงการ 5,525 ล้านบาท
อันดับ 4 เกาะแก้ว – รัษฎา จำนวน 1,063 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,864 ล้านบาท
อันดับ 5 พัฒนาการ-คูขวาง จำนวน 973 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,742 ล้านบาท

โครงการบ้านจัดสรร ที่เสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ
อันดับ 1 เทพกระษัตรี – ศรีสุนทร จำนวน 1,674 หน่วย มูลค่าโครงการ 6,179 ล้านบาท อันดับ 2 เกาะแก้ว – รัษฎา จำนวน 1,017 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,797 ล้านบาท
อันดับ 3 พัฒนาการ-คูขวาง จำนวน 973 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,742 ล้านบาท 
อันดับ 4 อ้อมค่าย จำนวน 901 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,038 ล้านบาท
อันดับ 5 ท่าข้าม-ควนหิน จำนวน 862 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,724 ล้านบาท

โครงการอาคารชุด ที่เสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ
อันดับ 1 หาดบางเทา – หาดสุรินทร์  จำนวน 1,086 หน่วย มูลค่าโครงการ 5,525 ล้านบาท อันดับ 2 หาดในยาง – หาดไม้ขาว จำนวน 922 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,307 ล้านบาท อันดับ 3 หาดกมลา จำนวน 742 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,220 ล้านบาท
อันดับ 4 หาดราไวย์ จำนวน 474 หน่วย มูลค่าโครงการ 2,904 ล้านบาท
อันดับ 5 ตลาดใหญ่-ตลาดเหนือ จำนวน 431 หน่วย มูลค่าโครงการ 1,307 ล้านบาท

หน่วยเหลือขายในภาคใต้ ณ ครึ่งแรกปี 2565 มีจำนวน 13,652 หน่วย ลดลงจากไตรมาสแรกร้อยละ -10.1 มูลค่า 61,398 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -8.6 เป็นโครงการอาคารชุด 3,958 หน่วย มูลค่า 18,604 ล้านบาท

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ตลาดที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น

ที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น ทั้ง ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สวนทางกับ สต็อก โครงการใหม่ที่ลดลง

ที่อยู่อาศัย4 จังหวัดภาคใต้ ยอดขายเพิ่มขึ้น

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 จำนวนยูนิตขาย (สต๊อก) และโครงการก่อสร้างใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่ดินที่สูง จึงทำให้ราคาขายต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ในขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของยอดขายใหม่ ในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงจำนวนหน่วยเหลือขายมียอดสะสมลดลง แต่มูลค่าของหน่วยที่ยังเหลือขายปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์รายเดือนในภาคใต้ มีอัตราการดูดซึมเพิ่มขึ้น แนวโน้มปรับตัวดีขึ้นของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคใต้ หลังสถานการณ์โควิด-19

นาย วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยใน 4 จังหวัดภาคใต้ หรือพื้นที่สำรวจ REIC พบว่า ไม่มีโครงการอาคารชุดพักอาศัย ที่เปิดตัวในภาคใต้ แต่มีโครงการบ้านพร้อมขายทั้ง 4 จังหวัด

สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยแนบราบ มีจำนวนเพิ่มขึ้น มากกว่าโครงการอาคารชุด รวมถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต และการเปิดตัวโครงการใหม่ ยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ที่สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีเสถียรภาพ และยอดขายเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายในพื้นที่ภาคใต้ของ 4 จังหวัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 พบ 16,203 ยูนิต มูลค่า 71.99 พันล้านบาท ลดลงจากครึ่งแรกของปี 2564 เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตขายทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จำนวนยูนิตลดลง -3.0% และมูลค่าลดลง -1.3%

ครึ่งปีแรก
จากตัวเลขข้างต้นมีโครงการอาคารชุด 4,946 โครงการ มูลค่า 22,662 พันล้านบาท โครงการบ้านจัดสรร 11,257 โครงการ มูลค่า 49.328 พันล้านบาท โครงการใหม่ 792 โครงการ มูลค่า 4.071 พันล้านบาท และโครงการขายได้ใหม่ 2,551 โครงการ มูลค่า 10.592 พันล้านบาท

ส่งผลให้มียอดขาย 13,652 หน่วย มูลค่า 61.398 พันล้านบาท โครงการใหม่ที่เข้าสู่ตลาดเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 792 ยูนิต มูลค่า 4.071 พันล้านบาท จำนวนยูนิตต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี 2564 -42.9% และมูลค่าลดลง -29.9% ล้านบาท

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นได้ว่าภาคใต้ไม่มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยกระจัดกระจายในหลายทำเล เช่น เกาะแก้ว – รัษฎา น้ำน้อย และทำเลเกาะย่อ – บ่อยาง

ทำเลเปิดขายมากสุด

โครงการเสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ 
อันดับ 1 เทพกระษัตรี – ศรีสุนทร จำนวน 1,909 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,786 ล้านบาท
อันดับ 2 หาดในยาง – หาดไม้ขาว จำนวน 1,122 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,790 ล้านบาท
อันดับ 3 หาดบางเทา – หาดสุรินทร์ จำนวน 1,086 หน่วย มูลค่าโครงการ 5,525 ล้านบาท
อันดับ 4 เกาะแก้ว – รัษฎา จำนวน 1,063 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,864 ล้านบาท
อันดับ 5 พัฒนาการ-คูขวาง จำนวน 973 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,742 ล้านบาท

โครงการบ้านจัดสรร ที่เสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ
อันดับ 1 เทพกระษัตรี – ศรีสุนทร จำนวน 1,674 หน่วย มูลค่าโครงการ 6,179 ล้านบาท อันดับ 2 เกาะแก้ว – รัษฎา จำนวน 1,017 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,797 ล้านบาท
อันดับ 3 พัฒนาการ-คูขวาง จำนวน 973 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,742 ล้านบาท 
อันดับ 4 อ้อมค่าย จำนวน 901 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,038 ล้านบาท
อันดับ 5 ท่าข้าม-ควนหิน จำนวน 862 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,724 ล้านบาท

โครงการอาคารชุด ที่เสนอขายมากที่สุดในภาคใต้ คือ
อันดับ 1 หาดบางเทา – หาดสุรินทร์  จำนวน 1,086 หน่วย มูลค่าโครงการ 5,525 ล้านบาท อันดับ 2 หาดในยาง – หาดไม้ขาว จำนวน 922 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,307 ล้านบาท อันดับ 3 หาดกมลา จำนวน 742 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,220 ล้านบาท
อันดับ 4 หาดราไวย์ จำนวน 474 หน่วย มูลค่าโครงการ 2,904 ล้านบาท
อันดับ 5 ตลาดใหญ่-ตลาดเหนือ จำนวน 431 หน่วย มูลค่าโครงการ 1,307 ล้านบาท

หน่วยเหลือขายในภาคใต้ ณ ครึ่งแรกปี 2565 มีจำนวน 13,652 หน่วย ลดลงจากไตรมาสแรกร้อยละ -10.1 มูลค่า 61,398 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -8.6 เป็นโครงการอาคารชุด 3,958 หน่วย มูลค่า 18,604 ล้านบาท

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

อสังหาฯ ภูเก็ต คึกคัก ลุ่มคนรวยมองหา วิลล่าสุดหรู เป็นที่พักอาศัยหลัง 2

อสังหาฯ ภูเก็ต คึกคัก

อสังหาฯ ภูเก็ต คึกคักกลุ่มคนรวยมองหา วิลล่าหรู เป็นที่พักอาศัยหลัง 2 “มอนท์เอซัวร์” จับมือ “แอคคอร์” เดินหน้า โครงการมิกซูยูส มอนท์เอซัวร์ เจาะกลุ่มนักลงทุน Branded Residence หนุนราคาที่ดินรอบเกาะเพิ่มปีละ 10%

อสังหาฯ ภูเก็ต

มอนท์เอซัวร์ ภูเก็ต ผนึกกําลังกับแอคคอร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับโลกหวังเจาะกลุ่ม Branded Residence เร่งก่อสร้างและจําหน่าย “เอ็มแกลเลอรี่ เรสซิเดนซ์ มอนเตซูร์” ซึ่งถือเป็นเอ็มแกลเลอรี่ เรสซิเดนซ์ ครั้งแรกในประเทศไทย โครงการตั้งอยู่บนหาดกมลา สถานที่พรีเมี่ยมเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวเอเชีย

โครงการมอนท์เอซัวร์ เป็นความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตร 3 ฝ่าย ได้แก่ The Narai Group (จากประเทศไทย), ARCH Capital (จากฮ่องกง) และ Philean Capital (จากสิงคโปร์) ในเครือ Pontiac Land Group เหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย หรือเป็นบ้านพักตากอากาศหลังที่สอง ตัวโครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 454  ไร่ (178 เอเคอร์ หรือ 72 เฮกตาร์)

ครอบคลุมทุกตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงบริเวณริมชายหาด ประกอบด้วยโครงการคุณภาพมากมายรวมถึงคอนโดตากอากาศและคอนโดริมทะเล โรงแรมระดับ 5 ดาว วิลล่าระดับไฮเอนด์ร้านค้าชั้นยอดสถานที่สังสรรค์ทางสังคมและบีชคลับที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ มอบประสบการณ์การพักผ่อนตามธรรมชาติในหาดกมลาที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบอย่างพิถีพิถันที่สุด

เอ็มแกลเลอรี เรสซิเดนท์ มอนท์เอซัวร์ ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย SODA (Thailand) Ltd. และออกแบบภูมิทัศน์โดย Shma Company Limited 
นับว่าเป็นโครงการเปี่ยมศักยภาพที่มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยในสไตล์รีสอร์ตหรูเหนือระดับในเกาะภูเก็ต สัมผัสการใช้ชีวิตบนเชิงเขาเขียวชอุ่มท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันจากมอนท์เอซัวร์ ทั้งสระว่ายน้ำสำหรับพักผ่อน สระว่ายน้ำสำหรับเด็กและพื้นที่นันทนาการ บาร์ริมสระน้ำ คลับเฮาส์และล็อบบี้เลานจ์ ห้องฟิตเนสและโยคะ ตลอดจนร้านอาหารที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน ดาดฟ้าสำหรับชมแสงดาวยามค่ำคืน ศาลาพักผ่อน และเส้นทางเดินและจ๊อกกิ้งท่ามกลางธรรมชาติ

นอกจากนี้เจ้าของห้องชุด จะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ที่หรูหราที่เหนือกว่าเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของพวกเขา กับโปรแกรมสมาชิก MontAzure และ Accor ประกอบด้วยการเป็นสมาชิก MontAzure และสมาชิก All Diamond – Accor Live Limitless ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมสิทธิประโยชน์การเป็นเจ้าของของ Accor เพื่อเข้าใช้งานโรงแรมและรีสอร์ตในเครือแอคคอร์ทั่วโลกกว่า 5,300 แห่ง ในแบบVIP

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ขึ้นดอกเบี้ย หลังกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งกระทบถึง อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และผู้ที่มีหนี้บ้าน แล้วแต่ละธนาคารนั้น ปรับขึ้นในอัตราเท่าไรบ้าง

ขึ้นดอกเบี้ย

ธนาคารกรุงเทพ 
นางรัชนี นพเมือง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้เพิ่มขึ้น 
โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น 0.15-0.50% ต่อปี 
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงิน สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เพิ่มขึ้น 0.40% ต่อปี 
เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เพิ่มขึ้น 0.375% ต่อปี
เอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เพิ่มขึ้น 0.30% ต่อปี 
โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2565

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ยืนยันว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ระดับเดิมถึงสิ้นปี 2565 เป็นอย่างน้อย.

ธนาคารออมสิน
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในเบื้องต้นธนาคารอาจจะมีการพิจารณาการปรับ เพื่อขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ให้อยู่ในระดับปัจจุบันต่อไป แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า แต่น่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น หลังจากเดือนที่แล้วเราปรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำไปแล้ว

ธนาคารไทยพาณิชย์
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะประกาศอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม 2565

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

สินเชื่อธุรกิจ KKP

สินเชื่อธุรกิจ KKP เสนอบทวิเคราะห์ตลาด อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มจะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีสัญญาณบวก

ในปี 2564 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากโควิด การโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองลดลง 30,000 ยูนิต หรือ -24% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในพื้นที่ปริมณฑล ตามต้นทุนของที่ดินที่ปรับสูงขึ้น

คาดว่ายอดขายบ้านเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคา 10-15 ล้านบาท เนื่องจากราคาบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง ความต้องการบ้านเดี่ยวใหม่เข้าสู่ตลาดมากที่สุดมองไปที่กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท

มีปัจจัยกดดันหลายประการ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ เงินบาทอ่อนค่าลง ทําให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ “วัสดุ แรงงาน ต้นทุนที่ดิน” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่มขึ้น 10-15% ผลิตภัณฑ์คอนกรีต 6-8%

นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ยังเพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ยูนิต ทําให้ขาดแคลนวัสดุบางส่วนในอนาคต รวมถึงค่าแรงขั้นต่ําที่เพิ่มขึ้น 5%

แนวโน้มปลายปี 2565-กลางปี 2566 หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยคงที่ถูกเพิกถอน จะส่งผลต่อวงเงินในการซื้อบ้านและจํานวนงวดที่ต้องผ่อนชําระต่อเดือน ส่งผลให้ประชาชนสามารถรีบตัดสินใจได้ 2 ครั้ง คือ ซื้อบ้านก่อนที่ต้นทุนจะสูงขึ้นหรือชะลอการซื้อบ้านทั้งหมด

 

จากข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2565) ผลิตภัณฑ์บ้านแนวราบพบว่า “ทาวน์เฮาส์” เปิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท,”บ้านเดี่ยว”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 10-20 ล้านบาท,”คอนโดมิเนียม”เปิดใหม่ส่วนใหญ่ราคา 1-2 ล้านบาท

มีแนวโน้มทําให้ตลาดอิ่มตัวในบางพื้นที่ เนื่องจากหลายโครงการเน้นการพัฒนาคอนโดมิเนียมด้วยราคา 50,000-60,000 บาท/ตารางเมตร ทําให้ขนาดของห้องเล็กที่สุดตามกฎหมาย เพื่อให้ราคาขายต่ํากว่า 2 ล้านบาท/ยูนิต ทําให้เป็นเทรนด์ “ไมโครคอนโดมิเนียม” พื้นที่ใช้สอย 21-25 ตร.ม.

เช่นเดียวกับในแง่ของฟังก์ชั่นเปิดมันเป็น “ห้อง 1 ห้องนอนเทียม” นิยามคือเป็นห้องชุดที่มีฉากกั้นเพียงเพื่อแบ่งสัดส่วน

การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในปี 2565 คาดว่าจะสูงกว่าในปี 2563 + 2564 รวมกัน

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ บ้าน 2 ล้าน จ่ายเพิ่ม 1,100-2,300 บาท/เดือน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จากเดิม 0.5% เป็น 0.75% เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น

ดอกเบี้ยขึ้น คนผ่อนบ้านเจ็บ

ทำให้ภาคครัวเรือนจึงรับภาระทางการเงินมากขึ้น ทั้งจากค่าครองชีพสูง และอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศขาขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่มีหนี้สินในระดับสูง พร้อมเสนอทางเลือกในการบริหารหนี้ครัวเรือน ดังนี้

  • รวมหนี้ เหมาะกับผู้ที่ผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรายย่อยพร้อมกัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งการรวมหนี้โดยนำบ้านมาเป็นหลักประกัน จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย และค่างวดในการผ่อนลงได้
  • รีไฟแนนซ์ กับผู้ให้กู้รายใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง สำหรับผู้มีภาระสินเชื่อบ้านมาระยะหนึ่ง
  • สำหรับขอกู้ใหม่ อาจตัดสินใจเลือกสัญญากู้บ้านในระยะเวลาที่นานขึ้น และข้อเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ให้นานที่สุด ก่อนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอนาคต

ทั้งนี้ หลังประเมินผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดว่าในปี 2565 จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6.7% จาก 1.2% ในปี 2564 ต่อภาวะการเงินของครัวเรือน ในแต่ละกลุ่มจะเห็นว่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 25,000-50,000 บาท (คิดเป็น 35% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 72% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 68% หรือปรับเพิ่มขึ้นมา 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน (คิดเป็น 17% ของครัวเรือนทั้งหมด) จะมีรายจ่ายต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาเป็น 84% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบปีก่อนที่ 79% หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 750-1,250 บาทต่อเดือน

นอกจากรายจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ครัวเรือนยังต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระผ่อนชำระเงินกู้ ที่อ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้านที่เป็นเงินกู้ระยะยาว และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

การคิดดอกเบี้ย มักคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง สำหรับลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ระหว่างธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่าง 5.95-7.35% และมีทิศทางการปรับเพิ่มขึ้น ตามการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นในครั้งนี้

เช่นมีสัญญาผ่อนบ้านกับธนาคาร 2 ล้านบาท สัญญาเงินกู้ระยะเวลา 20 ปี โดยชำระค่างวดเป็นรายเดือน มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% จะมีภาระในการผ่อนส่งค่างวดเดือนละ 13,200 บาท

แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6% และ 7% ตามลำดับ จะทำให้ภาระผ่อนชำระต่องวด เมื่อเทียบกับดอกเบี้ย 5% ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1,100 บาท และ 2,300 บาท เป็น 14,300 บาทต่อเดือน และ 15,500 บาทต่อเดือนตามลำดับ ซึ่งหากคิดเงินต้นก็จะเห็นว่าหนี้บ้านลดลงช้ากว่าเดิมราว 13,200 และ 27,600 บาทต่อปี

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ดอกเบี้ย ดันเช่าคอนโดพุ่ง 105% สะท้อนผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจซื้อบ้าน

ดอกเบี้ย ดันเช่าคอนโดพุ่ง 105%

ดอกเบี้ย ดันเช่าคอนโดพุ่ง สะท้อนให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายของนักพัฒนาในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นผลให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจซื้อบ้าน / อพาร์ตเมนต์ของพวกเขาเพิ่มความต้องการเช่าอพาร์ทเมนต์โดย 105%

ดอกเบี้ย ดันเช่าคอนโดพุ่ง 105%

รายงานตลาดอสังหาริมทรัพย์ดีดีเอสเตทประเทศไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2565 – ขับเคลื่อนโดย PropertyGuru DataSense ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลรายชื่ออสังหาริมทรัพย์ DD และข้อมูลการเช่าแสดงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาสที่ผ่านมา สรุปความต้องการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจทั้งในตลาดซื้อและเช่า พร้อมกับการอัปเดตเกี่ยวกับตําแหน่งที่เป็นไปได้ของแนวโน้มเงินเฟ้อในไตรมาสนี้

อุปทานของอพาร์ทเมนยังคงเติบโตความต้องการสําหรับผู้ที่ซื้อมากขึ้นดัชนีอุปทานหรือจํานวนที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ผ่านมาอาคารอพาร์ตเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ บ้านเดี่ยวคิดเป็น 11% ของจํานวนที่อยู่อาศัยทั้งหมดในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน

ในขณะเดียวกันทาวน์เฮาส์คิดเป็น 7% และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีสินค้าแบนในมือของพวกเขากําลังขายผลิตภัณฑ์ของตนมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในชีวิตจริง (ความต้องการที่แท้จริง)

แม้ว่าคอนโดจะครองตลาดได้ 82% แต่ก็ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนหนึ่งมาจากการดูดซับข้อเสนอจากแคมเปญตามสต็อกของผู้ประกอบการ และโครงการใหม่ๆ อีกหลายโครงการยังไม่ได้เปิดตัว

นั่นคือทั้งหมด คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยความเชื่อมั่นของผู้ขายที่นําสินค้ามาวางขายมากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการที่เปิดโครงการคอนโดใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการเปิดตลาดเต็มประเทศทําให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับแรงหนุนจากตลาดการท่องเที่ยวและกําลังซื้อของชาวต่างชาติ

แนวโน้มล่าสุดของความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มส่งสัญญาณว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

สิ่งนี้ได้กลายเป็น “ปัจจัยเร่ง” ที่บังคับให้ผู้บริโภคมองหาที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงในเวลานี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าความต้องการที่อยู่อาศัยในคอนโดสูงสุดคือ 26% รองลงมาคือทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว (15% และ 11% ตามลําดับ)

โดยรวมแล้วอัตราค่าเช่ารายเดือนโดยรวมของกรุงเทพฯ ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามีราคาตามการใช้จ่ายของผู้เช่า ซึ่งช่วยเพิ่มการตัดสินใจด้านค่าเช่า

เมื่อมองจากภาพรวมดัชนีค่าเช่าในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในระดับต่ํากว่าปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 9% ในปีฐาน ตามประเภทของที่อยู่อาศัยบ้านหลังเล็ก ๆ ก็มีโอกาสเติบโตในตลาดเช่าเช่นกัน ค่าเช่าบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5% รองลงมาคือทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม (4% และ 1% ตามลําดับ)

ดัชนีความต้องการเช่าล่าสุดเพิ่มขึ้นมากถึง 88% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ 166% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าได้รับความสนใจมากที่สุด ซึ่งแสดงโดยดัชนีความต้องการเช่าซึ่งเพิ่มขึ้น 105% จากไตรมาสก่อน

สะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดการเช่าอาคารอพาร์ตเมนต์ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงอีกครั้งในตลาด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ ซึ่งความต้องการเช่าเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และจํานวนบ้านเดี่ยว 19%

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

อสังหาฯภูเก็ต ในปี 2565 ทำเลไหนดี สุดสำหรับซื้อไว้ลงทุนหรืออยู่อาศัย

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจะมีความผันผวนสูงในช่วงการระบาดของ COVID-19 แต่บริษัทก็ไม่สามารถตอบสนองตลาดได้ เกาะภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย แต่ละภูมิภาคของภูเก็ตมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ของตัวเอง ผู้ซื้อต้องศึกษาข้อมูลของแต่ละสถานที่เพื่อให้แน่ใจว่าก่อนตัดสินใจซื้อ อสังหาฯภูเก็ต ในปี 2565

อสังหาฯภูเก็ต ในปี 2565

บางเทา – ลากูน่า
ทําไมบางเทา-ลากูน่าถึงเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยของภูเก็ต? บางเทา-ลากูน่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีชีวิตชีวาที่สุดของภูเก็ต ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะ ล้อมรอบด้วยวิวทะเลที่สวยงามและใจกลางเมืองที่สวยงามทําให้ผู้อยู่อาศัยทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ บางเทาลากูน่ายังมีร้านอาหารสําหรับครอบครัวบีชคลับซูเปอร์มาร์เก็ตรีสอร์ทหรูและโรงแรมในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

บางเทา-ลากูน่าเหมาะกับการลงทุนหรือไม่? พื้นที่นี้เติบโตอย่างต่อเนื่องเนื่องจากได้รับความสนใจจากทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bangtao-Laguna ยังคงเป็นพื้นที่หลักสําหรับผู้ซื้อที่มีงบประมาณจํากัดที่กําลังมองหาบรรยากาศที่หรูหรา

บางเทา-ลากูน่ามีที่พักที่น่าสนใจในปี 2022 หรือไม่? บางเทา-ลากูน่าเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมที่สุดสําหรับชาวต่างชาติที่จะอยู่ในภูเก็ต ด้วยโครงการที่อยู่อาศัยที่หลากหลายกว่า 400 โครงการในตลาดปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยมากกว่า 400 โครงการในตลาดปัจจุบัน ทําให้วิลล่าหลากหลายหลังมีสระว่ายน้ําและคอนโดที่สวยงาม ราคาอสังหาริมทรัพย์ในทําเลนี้มีตั้งแต่ 3.49 ล้านบาทสําหรับคอนโดมิเนียมไปจนถึง 123 ล้านบาทสําหรับวิลล่า 5 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ใจกลางลากูน่าภูเก็ตรีสอร์ทคอมเพล็กซ์ ดูที่พักที่ดีที่สุดใน บางเทา-ลากูนา

โครงการที่น่าสนใจ
-สกายพาร์ค คอนโด ราคาเริ่มต้นที่ 3.49 ล้านบาท
-พูลวิลล่าหรู ใกล้หาดบางเทา ราคาเริ่มต้นที่ 20.05 ล้านบาท
-บันยันทรี แกรนด์ เรสซิเดนซ์ ลากูน่า ราคาเริ่มต้นที่ 123 ล้านบาท

ลายัน – เชิงทะเล
ทําไมลายัน-เชิงทะเลจึงเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยของภูเก็ต? Layan-Choengtalay เป็นย่านที่สวยงามค่อนข้างเป็นสากลและครบวงจร ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวที่สวยงามและชายหาดระยิบระยับพร้อมทิวทัศน์อันงดงาม ในบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยใหม่และพูลวิลล่าสุดหรู Layan-Choengtalay เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยอดเยี่ยม มีร้านอาหาร บาร์ และร้านค้าหลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง มีจุดอาหารท้องถิ่น อาหารทะเลและชุมชนมากมาย

ลายัน-เชิงทะเลเหมาะสําหรับการลงทุนหรือไม่? แม้จะมีข้อเสียเล็กน้อยของโครงการที่มากเกินไป ลายัน-เชิงทะเลยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการลงทุนในภูเก็ต

ทําไมลายัน-เชิงทะเลจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตในปี 2022? ลายัน-เชิงทะเลเริ่มกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดสําหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ราคาอสังหาริมทรัพย์มีตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทสําหรับสตูดิโอคอนโดมิเนียมที่สะดวกสบายไปจนถึงวิลล่าหรูที่มองเห็นทะเลในราคา 393 ล้านบาท

โครงการที่น่าสนใจ
-สตูดิโอขนาดใหญ่วิวสระว่ายน้ำ ในโอเชี่ยน บรีซ ราคาเริ่มต้นที่ 2.5 ล้านบาท
-เดอะเรสซิเดนซ์ พูล วิลล่า เชิงทะเล ราคาเริ่มต้นที่ 21.72 ล้านบาท
-พูลวิลล่าหรูวิวทะล ใกล้หาดลายัน ราคาเริ่มต้นที่ 393 ล้านบาท

ราไวย์ – ในหาน
ทําไมผู้คนถึงตกหลุมรัก? ราไวย์-นายหาน? ราไวย์-ในหานเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีเสน่ห์ที่สุดของภูเก็ต ย่านที่คึกคักของภูเก็ตครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ เมื่อคุณนึกถึงหาดราไวย์ในหานทุกคนจะนึกถึงชายหาดที่สวยงามทันที แต่ในพื้นที่นี้มีอะไรมากกว่านั้น: สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ร้านอาหารและบาร์ที่ดีที่สุดรอบ ๆ สถานที่ ข้อดีอีกอย่างของการใช้ชีวิตในราไวย์ – ในหานคือมันเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบและมีโอกาสมากมายในการพัฒนา ราไวย์-ในหานมีอสังหาริมทรัพย์ที่สวยงามมากมายให้อยู่อาศัยและลงทุน

ราไวย์-ในหาน เหมาะแก่การลงทุนหรือไม่? พื้นที่นี้ได้พัฒนาจากหมู่บ้านชาวประมงที่ค่อนข้างเล็กจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ลงทุนมากที่สุดของภูเก็ต กําลังมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในเกาะภูเก็ตอยู่ใช่ไหม? ราไวย์-ไนหาน ควรอยู่ในรายชื่อ

ทําไมราไวย์ – ในหานถึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตในปี 2022?
หากคุณกําลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสําหรับค่าเช่า ราคามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตและทําเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายหาด อย่าพลาดตัวเลือกราไวย์-ในหาน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการลงทุนมากที่สุด บริเวณนี้มีอสังหาริมทรัพย์ให้เลือกมากกว่า 900 แห่ง ตั้งแต่คอนโด 1 ห้องนอนราคา 3 ล้านบาท ไปจนถึง 44.3 ล้านบาท สําหรับวิลล่าสวยพร้อมสระว่ายน้ํา

โครงการที่น่าสนใจ
-วินแดม ลาวิต้า ราคา 3 ล้านบาท
-เดอะเรสซิเดนซ์ พูล วิลล่า เชิงทะเล ราคาเริ่มต้นที่ 21.72 ล้านบาท
-พูลวิลล่าหรูวิวทะล ใกล้หาดลายัน ราคาเริ่มต้นที่ 393 ล้านบาท

กะตะ – กะรน
กะตะ-กะรน เป็นพื้นที่ริมทะเลที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของภูเก็ต ไม่ไกลจากป่าตองทางตอนเหนือและเฉลิมฉลองภาคใต้ด้วยชายหาดที่สมบูรณ์แบบสําหรับคนในท้องถิ่น ผู้เข้าชมและผู้เข้าชมมีความยินดีกับทิวทัศน์ที่มีเสน่ห์ Kata-Karon ขึ้นชื่อเรื่องการโต้คลื่น ให้บริการอพาร์ตเมนต์สูงระฟ้าพร้อมสิ่งอํานวยความสะดวกในตัวและวิวทะเลที่สวยงามและสวยงามและน่าอยู่ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอํานวยความสะดวกครบครัน มีร้านอาหาร สถานบันเทิงยามค่ําคืน และกิจกรรมทางน้ําหลากหลายรายการ มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งปี เช่น เทศกาลอาหารและการแข่งขันโต้คลื่น เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศของวันหยุดฤดูร้อน

กะตะกะรนเหมาะกับการลงทุนหรือไม่? อย่าลืมว่าสถานที่ให้บริการที่มีวิวทะเลเป็นที่ต้องการอย่างมากเสมอ ใครบ้างที่ไม่อยากตื่นขึ้นมาและชมวิวทะเลที่สวยงาม?

ทําไมกะตะ – กะรนจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตในปี 2022? คุณสามารถมีอาคารอพาร์ตเมนต์พร้อมวิวทะเลราคาเริ่มต้นที่ 5.2 ล้านบาทในวิลล่าริมทะเลพร้อมวิวทะเลที่สวยงาม ราคา 189 ล้านบาท

โครงการที่น่าสนใจ
-กะตะโอเชี่ยนวิวคอนโด ราคาเริ่มต้นที่ 5.2 ล้านบาท
-พูลวิลล่าหรูไทย ใกล้หาดกะตะ ราคาเริ่มต้นที่ 30 ล้านบาท
-พูลวิลล่าริมทะเลที่สวยงามในโครงการบ้านกะตะเอสเตท ราคาเริ่มต้นที่ 189 ล้านบาท

กมลา
ทําไมผู้คนถึงยังตกหลุมรักกมลาหลังจากหลายปีที่ผ่านมา? กมลาเป็นหนึ่งในย่านที่มีเสน่ห์ที่สุดของภูเก็ตอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากมลาได้รับการจัดอันดับให้เป็นทําเลทองในภูเก็ตด้วยสภาพแวดล้อมและสิ่งอํานวยความสะดวก มีร้านอาหารอร่อยมากมาย สถานบันเทิงยามค่ําคืนโรงแรมหรูและอาคารอพาร์ตเมนต์และวิลล่าที่ตกแต่งอย่างประณีตได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ในฝันของคนจํานวนมากที่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิต

กมลาเหมาะกับการลงทุนหรือไม่? กมลาถือเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่สูงที่สุดของการเช่าอสังหาริมทรัพย์บนเกาะ คอนโดวิวทะเลและพูลวิลล่าที่ได้รับการดูแลอย่างดีในพื้นที่เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการอย่างไม่น่าเชื่อ

ทําไมกมลาถึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตในปี 2022? แม้จะมีการระบาดของโควิด แต่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ของกมลามีตั้งแต่ 4 ล้านบาทสําหรับคอนโดบนเนินเขาขนาดใหญ่ไปจนถึง 249 ล้านบาทสําหรับวิลล่าหรูพร้อมวิวทะเล

โครงการที่น่าสนใจ
-คอนโด 1 ห้องนอน ในรีเจ้นท์กมลา ราคา 4 ล้านบาท
-คอนโดสวยวิวทะเล ที่เดอะแพลนเทชั่น ราคา 25 ล้านบาท
-พูลวิลล่าหรูหราวิวทะเล ราคา 249 ล้านบาท

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com