กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub)

กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub) ตั้งเป้าศึกษา 2 ปี ก่อนดึงเอกชนลงทุน

กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub)

วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 นายสมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าเริ่มทำการศึกษา เพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว และการขนส่งทางทะเล (Maritime Hub) โดยผุดโครงการท่าเรือมารีน่าชุมชน 1 จังหวัด 1 ท่าเรือ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ท่าเรือ ใน 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

โดยทำการศึกษาระหว่างปี 2566 ถึงปี 2567 ถึงรูปแบบการลงทุนในอนาคต เชื่อว่าเมื่อภาครัฐทำการชี้จุดพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน และมีการอำนวยความสะดวก ในแง่ของข้อกฎหมาย ที่เอื้อในการลงทุน ของเอกชนที่มีศักยภาพ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ก็สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้

ทั้งนี้ ลักษณะของท่าเรือ จะเป็นเรือสำราญขนาดเล็ก ที่รองรับเรือจำนวน 30-40 ลำ โดยสูงสุดไม่เกิน 100 ลำ แต่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก่อน

ที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า ได้มีแผนพัฒนาท่าเรือบริเวณชายฝั่งอันดามัน ระหว่างปี 2561-2567 จำนวน 13 ท่าเรือ ดำเนินการแล้วเสร็จ 6 แห่ง ได้แก่ 1.ท่าเรือปากเมง จังหวัดตรัง (เพื่อการท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลตรัง ถ้ำมรกต เกาะมุก เกาะกระดาน) 2.ท่าเรือสุระกุล จังหวัดพังงา (เพื่อการท่องเที่ยวอ่าวพังงา เกาะปันหยี เขาพิงกัน เกาะเจมส์บอนด์ (เขาตะปู)) 3.ท่าเรือเกาะลันตาใหญ่ 4.ท่าเรือศาลาด่าน ตั้งอยู่บนเกาะลันตาน้อย (เพื่อการท่องเที่ยวดำน้ำ และเชื่อมโยงไปยังเกาะพีพี เกาะรอก หาดปากเมง) 5.ท่าเรือสวนสาธารณะธารา 6.ท่าเรือท่าเล จังหวัดกระบี่ (เพื่อสนับสนุนการเดินทางข้ามฟาก ระหว่างเทศบาลเมืองกระบี่ ที่ท่าเรือสวนสาธารณะธารา ไปยังท่าเรือท่าเล ตั้งอยู่บนเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีเกษตร)

ท่าเรือที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือปากคลองจิหลาด จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง เพื่อเดินทางไปยังเกาะพีพี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ส่วนแผนพัฒนาปี 2567-2569 จำนวน 6 แห่ง โดยจะมีท่าเรือ 4 แห่ง อยู่ในเส้นทางเดินเรือขนส่งผู้โดยสาร และรถยนต์ เพื่อเชื่อมโยง จังหวัดกระบี่-พังงา-ภูเก็ต ร่นระยะเวลาเดินทางระหว่างจังหวัดกระบี่ และจังหวัดภูเก็ตลง 1.5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับทางบก
ได้แก่ ต้นทางที่ท่าเรือเฟอร์รี่ท่าเลน จังหวัดกระบี่ ปลายทางอยู่ที่ท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต และท่าเรือที่อยู่ในเส้นทาง ได้แก่ ท่าเรือมาเนาะห์ กับท่าเรือช่องหลาด จังหวัดพังงา โดยมีแผนพัฒนาท่าเรืออีก 2 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ได้แก่ ท่าเรืออ่าวน้ำเมา และท่าเรือเกาะพีพี

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub)

กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub) ตั้งเป้าศึกษา 2 ปี ก่อนดึงเอกชนลงทุน

กรมเจ้าท่าลุย 6 จังหวัดอันดามัน ปั้นศูนย์กลางท่องเที่ยว-ขนส่งทางทะเล (Maritime Hub)

วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 นายสมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าเริ่มทำการศึกษา เพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว และการขนส่งทางทะเล (Maritime Hub) โดยผุดโครงการท่าเรือมารีน่าชุมชน 1 จังหวัด 1 ท่าเรือ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ท่าเรือ ใน 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

โดยทำการศึกษาระหว่างปี 2566 ถึงปี 2567 ถึงรูปแบบการลงทุนในอนาคต เชื่อว่าเมื่อภาครัฐทำการชี้จุดพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน และมีการอำนวยความสะดวก ในแง่ของข้อกฎหมาย ที่เอื้อในการลงทุน ของเอกชนที่มีศักยภาพ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ก็สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้

ทั้งนี้ ลักษณะของท่าเรือ จะเป็นเรือสำราญขนาดเล็ก ที่รองรับเรือจำนวน 30-40 ลำ โดยสูงสุดไม่เกิน 100 ลำ แต่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก่อน

ที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า ได้มีแผนพัฒนาท่าเรือบริเวณชายฝั่งอันดามัน ระหว่างปี 2561-2567 จำนวน 13 ท่าเรือ ดำเนินการแล้วเสร็จ 6 แห่ง ได้แก่ 1.ท่าเรือปากเมง จังหวัดตรัง (เพื่อการท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลตรัง ถ้ำมรกต เกาะมุก เกาะกระดาน) 2.ท่าเรือสุระกุล จังหวัดพังงา (เพื่อการท่องเที่ยวอ่าวพังงา เกาะปันหยี เขาพิงกัน เกาะเจมส์บอนด์ (เขาตะปู)) 3.ท่าเรือเกาะลันตาใหญ่ 4.ท่าเรือศาลาด่าน ตั้งอยู่บนเกาะลันตาน้อย (เพื่อการท่องเที่ยวดำน้ำ และเชื่อมโยงไปยังเกาะพีพี เกาะรอก หาดปากเมง) 5.ท่าเรือสวนสาธารณะธารา 6.ท่าเรือท่าเล จังหวัดกระบี่ (เพื่อสนับสนุนการเดินทางข้ามฟาก ระหว่างเทศบาลเมืองกระบี่ ที่ท่าเรือสวนสาธารณะธารา ไปยังท่าเรือท่าเล ตั้งอยู่บนเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีเกษตร)

ท่าเรือที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือปากคลองจิหลาด จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง เพื่อเดินทางไปยังเกาะพีพี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ส่วนแผนพัฒนาปี 2567-2569 จำนวน 6 แห่ง โดยจะมีท่าเรือ 4 แห่ง อยู่ในเส้นทางเดินเรือขนส่งผู้โดยสาร และรถยนต์ เพื่อเชื่อมโยง จังหวัดกระบี่-พังงา-ภูเก็ต ร่นระยะเวลาเดินทางระหว่างจังหวัดกระบี่ และจังหวัดภูเก็ตลง 1.5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับทางบก
ได้แก่ ต้นทางที่ท่าเรือเฟอร์รี่ท่าเลน จังหวัดกระบี่ ปลายทางอยู่ที่ท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต และท่าเรือที่อยู่ในเส้นทาง ได้แก่ ท่าเรือมาเนาะห์ กับท่าเรือช่องหลาด จังหวัดพังงา โดยมีแผนพัฒนาท่าเรืออีก 2 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ได้แก่ ท่าเรืออ่าวน้ำเมา และท่าเรือเกาะพีพี

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ฮ่องกง แลนด์

PF สานต่อความร่วมมือกับ ฮ่องกง แลนด์ เพื่อเปิดตัววิลล่าครอบครัวเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “Lake Legend” บนทำเลใหม่ในย่านบางนา-สุวรรณภูมิ เจาะฐานลูกค้า “อัลตร้า-ลักชัวรี่” จ่าย “เลคเลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” ได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดขายไปแล้ว 1 พันล้านบาท

ฮ่องกง แลนด์ เปิดตัววิลล่าครอบครัวเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “Lake Legend”

นายวงศกร ประสิทธิ์วิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) (PF) เปิดเผยว่า หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างโครงการแรกแบรนด์ “เลค เลเจนด์” บริษัทฯ จะยังคงร่วมมือกับฮ่องกงแลนด์เพื่อเปิดตัวโครงการใหม่ “เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ” ” ในย่านแจ้งวัฒนะ รับรองโดยลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่ชอบบรรยากาศของทะเลสาบ 
การทำงานร่วมกับพันธมิตรร่วมทุนชั้นนำ เช่น Hongkong Land ทำให้สามารถสร้างแบรนด์ Lake Legend ได้ ทำให้มีความโดดเด่นและไม่เหมือนใคร เข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้า ultra-luxury ของกลุ่มเป้าหมาย

ในเรื่องนี้ “ทะเลสาบเลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ” ยังคงเป็นโครงการหรูที่มีทะเลสาบและภูเขา ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 5 นาที สังคมส่วนตัวที่มีเนื้อที่ 83 ไร่ มีเพียง 127 ยูนิต และมูลค่าโครงการ 6.3 พันล้านบาท จุดเด่นของโครงการคือทะเลสาบขนาดใหญ่ 100 ไร่ ที่ใหญ่ที่สุดใน โลกตั้งอยู่ในบางนา-สุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังเป็นแนวคิดวิลล่าริมทะเลสาบสไตล์อิตาลีสมัยใหม่แห่งแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลสาบโคโมในอิตาลี โครงการที่อยู่อาศัยสุดหรูบนเนินเขาที่ออกแบบในสไตล์ภูมิทัศน์เงาริมทะเลสาบ

โครงการยังใช้เทคนิคการก่อสร้างเพื่อเพิ่มคุณภาพของโครงการ รวมทั้งเทคนิค VCM (Vacuum Consolidation Method) ที่ใช้ในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ดินกระชับขึ้นโดยการดูดซับน้ำจากดินช่วยป้องกันการตกตะกอนโดยใช้เทคโนโลยีเสาเข็มสกรูของอเมริกา ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับโครงสร้างฐานรากของบ้าน เป็นกองเหล็กที่รับน้ำหนักได้มาก นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป สำหรับประเทศไทย Lake Legend บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกที่ใช้เสาเข็มสกรู

ส่วนการเปิดพรีเซลนั้นโครงการมียอดขายทะลุ 1 พันล้านบาท ถือเป็นการขายด่วนสำหรับบ้านเดี่ยวสุดหรู สะท้อนให้เห็นถึงการรุกของความต้องการของลูกค้าที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและยังคงเติบโตในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 5.32 พันล้านบาทสำหรับผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยวในกลุ่มบ้านเดี่ยวตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็น 11% ของมูลค่าตลาดรวมของบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์

แนวโน้มยอดขายของบริษัทคาดว่าจะเพิ่มขึ้นใน Q3/22 และ Q4/22 โดยบริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 9 โครงการ มากกว่า 4 โครงการที่เปิดตัวในครึ่งปีแรก ทรงตัวหรือต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย บริษัทมียอดขาย 3.6 พันล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 2565 เทียบกับเป้าหมายทั้งปีที่ 18.5 พันล้านบาท เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบประกอบกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวใหม่

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ไนท์แฟรงค์

ไนท์แฟรงค์ ชี้ตลาดคอนโดภูเก็ตยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ผู้ประกอบการด้านงบประมาณเปิดโครงการเน้นเงินสำรอง แม้แต่ประเทศที่เปิดกว้างก็ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจภูเก็ตเปิดเผยว่ามีการขายคอนโดมิเนียมใหม่ 615 ยูนิตในปี 64 ในขณะที่จำนวนรายการขายทั้งหมด 5,720 ยูนิต ราคาจะเพิ่มขึ้น 10-15%

นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การเปิดประเทศจะทำให้ชาวต่างชาติและชาวไทยเดินทางในจังหวัดภูเก็ตได้มากขึ้น สถานการณ์โดยรวมในตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ตยังคงฟื้นตัว ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงเลือกที่จะไม่เปิดโครงการใหม่ในปีนี้ แต่การฟื้นตัวของตลาดคอนโดยังคงมีความท้าทาย เนื่องจากเน้นการขายยูนิตที่เหลือและรอการประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม โดยพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ภูเก็ตต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวจากนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาล แต่ก็ได้กระตุ้นเศรษฐกิจของภูเก็ต และส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 65 ตลาดคอนโดมิเนียมจะปรับตัวดีขึ้นจากกำลังซื้อของต่างประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนชาวรัสเซียที่เริ่มซื้อตั้งแต่ปลายปี 2507 สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มรัสเซียจะเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์อุปทานคอนโดในจังหวัดภูเก็ต ณ สิ้นปี 64 มีอุปทาน 26,068 ยูนิต และไม่พบคอนโดเปิดใหม่ตลอดทั้งปีเนื่องจากผู้ประกอบการยังคงจับตาสถานการณ์การเดินทางของผู้อยู่อาศัย ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และประเทศต่าง ๆ ทำให้ต้องชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่เป็นอันดับแรก สำหรับสถานการณ์ความต้องการคอนโดในจังหวัดภูเก็ต

พบว่า มีอุปทานรวม 26,068 ยูนิต ณ สิ้นปี 64 มียอดขายรวม 20,376 ยูนิต และขายได้เพียง 615 ยูนิตในปี 64 ลดลงจาก ช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คอนโดมิเนียมขายได้ 1,956 ยูนิตในปี 63 และปัจจุบันมีคอนโดสำหรับขายในภูเก็ตประมาณ 5,720 ยูนิต

สำหรับราคาขายคอนโดมิเนียมในภูเก็ต พบว่าภายในสิ้นปีนี้ ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมวิวทะเล 64 ยูนิต อยู่ที่ 196,015 บาทต่อตารางเมตร ประมาณ 1 จาก 63 ในปีที่แล้ว63 ปี 6%

ราคาขายเฉลี่ยอพาร์ทเมนท์วิวทะเลคือ 192,758 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายเฉลี่ย 64 ยูนิตไม่มีวิวทะเล 76,526 บาทต่อตร.ม. เพิ่มขึ้น 0.45% ราคาเสนอขายเฉลี่ยแบบไม่มีวิวทะเล 76,184 บาทต่อตร.ม.

“จากมุมมองของสถานการณ์ที่เริ่มดีขึ้นอาจต้องใช้เวลา นอกจากนี้ หลายโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จ ราคาจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และหากสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ คาดว่าราคาขายเฉลี่ยจะอยู่ที่ เพิ่มขึ้น 10-15%”

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ตลาด วิลล่าภูเก็ต ประจวบฯ หดตัวแรง ผู้ประกอบการ เบรกเปิดหน่วยขายใหม่

ตลาด วิลล่าภูเก็ต หดตัวแรง ในครึ่งแรกของปี 64 ชะลอตัวลงอย่างหนัก ผู้ประกอบการ เบรกเปิดหน่วยขายใหม่ ยอดขายร่วงลงตามภาวะตลาด เผยทำเลยอดฮิต ซัปพลายคงเหลือรอการระบาย จับตาผลการฉีดวัคซีนจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่น รวมถึงนโยบายเปิดเมืองมากขึ้น

ตลาด วิลล่าภูเก็ต ประจวบฯ หดตัวแรง

จากในงานสัมมนาของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในเรื่อง “สถานการณ์ ตลาดที่อยู่อาศัย ครึ่งหลังปี 2564 และแนวโน้มปี 2565 ภายใต้วิกฤตโควิด-19” ทั่วประเทศนั้น พบว่า ที่อยู่อาศัยที่อยู่ในภาคใต้และภาคตะวันตก ซึ่งมีจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ซึ่งแม้ว่า รัฐบาลจะได้เดินหน้าเปิดเมือง โดยนำร่องตามโมเดล “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ภายใต้มาตรการดูแลด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

ล่าสุด แผนการเปิดจังหวัดเพิ่มเติม เพื่อรับนักท่องเที่ยวใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ (อ.เมืองฯ อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า), ชลบุรี (เมืองพัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ), เพชรบุรี (ชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) จากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 64 อาจต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายนแทน เพื่อเร่งระดมทุนฉีดวัคซีนป้องกัน covid-19 ให้ได้ครบโดสไม่น้อยกว่า 70% ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของการพิจารณาเปิดพื้นที่นำร่อง

 ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารและรักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยจังหวัดภายใต้วิกฤตโควิด-19 ว่า จากการที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ด้วยการสำรวจ ภาคสนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังคงประสบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 และ 4 ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนต่อตลาดบ้านพักตากอากาศ (วิลล่า)

โดยในส่วนของตลาดบ้านพักตากอากาศ(วิลล่า)ในจังหวัดภูเก็ตจากครึ่งแรกของปี64 มีซัปพลายรวม 245ยูนิต กว่า 98% เป็น บ้านเดี่ยวมูลค่าซัปพลายในตลาดประมาณ 12,960ล้านบาทเกือบ100%เป็นตลาดบ้านเดี่ยวมูลค่าในตลาด 12,845 ล้านบาท ขณะที่หน่วยเปิดขายใหม่ (New Supply) ทั้งในด้านหน่วยเปิดใหม่และมูลค่าพบว่าในครึ่งแรกของปี 64 ใน11ทำเลหลักไม่มีซัปพลายใหม่เข้าสู่ตลาด ทั้งนี้ ซัปพลายที่เหลือคงค้างอยู่ในตลาด ได้แก่

-1 เทพกระษัตรี-ศรีสุนทร (มีมูลค่าคงเหลือสูงสุดถึง 5,409 ล้านบาท) –

-2 หาดราไวย์

-3 ในเมืองกระทู้

-4 จะอยู่ที่ ในเมืองกะทู้

โดยระดับราคาที่มีอยู่ในตลาดจะเป็นกลุ่ม 15.01-20 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 62 จนถึงไตรมาสแรกปี 64 มีซัปพลายอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก รองลงมาจะกลุ่มราคามากกว่า 70 ล้านบาท เป็นส่วนใหญ่

 ในด้านการขายใหม่ ในครึ่งแรกของปี 64 มี 19ยูนิต โดยหลักๆ มาจากทำเล เทพกระษัตรีศรีสุนทร ที่เหลือจะเป็นทำเล หาดราไวย์ หาดบางเพา-หาดสุรินทร์ และป่าคลอก อย่างละ 1ยูนิตเท่านั้น

แต่เป็นน่าสังเกตในเรื่องของมูลค่าขายใหม่ พบว่า ป่าคลอก แม้จะมีการขายได้เพียง 1ยูนิต แต่มูลค่าสูงถึง 126 ล้านบาท

ดร.วิชัย กล่าวถึงภาพรวมโครงการที่อยู่อาศัยภาคตะวันตกว่า ครึ่งแรกของปี 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาดเพียง 886 หน่วย หรือ เพิ่มขึ้น 49.2% และมีมูลค่ารวม 2,900 ล้านบาท แต่มีมูลค่าลดลง -51.5% ส่งผลให้อุปทานที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในพื้นที่ภาคตะวันตก มีจำนวนรวม 5,737 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 4.0% และมีมูลค่ารวม 26,083 ล้านบาท โดยมีหน่วยขายได้ใหม่  เพิ่มขึ้น 554 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5.1% ขณะที่มูลค่าลดลง 2,301 ล้านบาท หรือลดลง -43.2% ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายอยู่ในตลาดประมาณ 5,183 หน่วย และมีมูลค่ารวมประมาณ 23,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า 3.9% และ 1.7% ตามลำดับ เมื่อพิจารณาลงรายละเอียด พบการชะลอตัวของการ เปิดขายใหม่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -69.2 ขณะที่จังหวัดเพชรบุรีมีหน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้นทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุด

สำหรับแนวโน้มปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเข้าสู่ตลาดภาคตะวันตก ประมาณ 2,261 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,584 ล้านบาท

โดยคาดว่าช่วงครึ่งแรกปี 2565 อัตราการขยายตัวของหน่วยโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเพิ่มขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ประมาณ 21.8% ใน ขณะที่มูลค่าในครึ่งแรกของปี 65 จะเพิ่มขึ้น 87.2% แต่อาจจะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2565

ในส่วนของภาพรวมตลาด บ้านพักตากอากาศ (วิลล่า) ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้น ในครึ่งแรกของปี 64 มีจำนวน 128ยูนิต ทั้งหมดเป็นบ้านเดี่ยว มูลค่ารวม 3,128 ล้านบาท

โดยไม่มีการเปิดโครงการใหม่ ซึ่งยอดขายครึ่งปีแรกมีเพียง 2ยูนิต มูลค่า 42 ล้านบาท ส่งผลให้เหลือบ้านพัก ตากอากาศที่สร้างเสร็จแล้ว 126ยูนิต มูลค่าในตลาดประมาณ 3,140 ล้านบาท

          สำหรับทำเลที่มีซัปพลายวิลล่าอยู่ในตลาด จะพบว่า หลักๆ จะอยู่ที่ ทำเลทับใต้ จำนวน 76ยูนิต (มูลค่าคงเหลือ 2,020 ล้านบาท) เขาตะเกียบ 43ยูนิต เขาหินเหล็กไฟ 6ยูนิต ปราณบุรี 2ยูนิต และ หัวหิน 1ยูนิต ราคาของซัปพลายที่อยู่ในตลาดจะเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 15 ล้านบาท ส่วนยอดขายที่เกิดขึ้นในครึ่งแรกของปี 64 มีเพียง 2ยูนิต จะอยู่ที่ทำเลเขาตะเกียบ ระดับราคา 20.01-25 ล้านบาท


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และโปรโมชั่น ข่าวสาร เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ดัชนีความเชื่อมั่นลด 10 ไตรมาสรวด

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล โดย ดัชนีความเชื่อมั่นลด เนื่องจากในภาวะปัจจุบัน ในภาพรวมของไตรมาส 3 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 45.8 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ค่าดัชนีไตรมาสนี้ยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคง “ขาด”ความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 รวมเป็นระยะเวลาติดต่อกันมาถึง 10 ไตรมาสแล้ว

ดัชนีความเชื่อมั่นลด

นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ค่าดัชนีไตรมาสนี้ยังต่ำกว่าระดับ 50.0 เริ่มต้นจากการบังคับใช้มาตรการควบคุมแอลทีวี ของธนาคารแห่งประเทศไทยในไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอตัวลง และตั้งแต่ต้นปี 2563 จนมาถึงไตรมาส 3 ปี 2564 ประเทศไทยต้องประสบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์“ชะลอตัว”ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน

โดยในไตรมาส 3 ปี 2564 สถานการณ์การระบาดของโควิดมีความรุนแรงมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ประมาณ 15,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมในไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งช่วงก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 2,500 คนต่อวัน และมีการล๊อคดาวน์ในบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ ที่มีการล๊อคดาวน์อีกครั้งตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน 2564 ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง และยังคงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย มีความวิตกกังวลต่อผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าว ในภาวะปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ล่าสุดศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ได้มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเสนอให้พิจารณาเห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมาย ขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้เกิน 49% ตลอดจนให้สิทธิ์เพิ่มที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว เพื่อให้สิทธิ์นักลงทุนต่างชาติ เข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยและนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสนใจต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และอีกปัจจัยบวกที่สำคัญที่เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

โดยรัฐบาลเริ่มมีการผ่อนคลายล๊อคดาวน์ อนุญาตให้ผู้ประกอบการกลับมาเปิดให้บริการบางส่วน เช่น ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านนวด รวมทั้งสายการบินเริ่มเตรียมความพร้อมในการให้บริการเที่ยวบิน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง สำหรับมือใหม่ที่กำลังอยากจะเข้ามาในวงการ อสังหา

สำหรับมือใหม่ที่กำลังอยากจะเข้ามาในวงการ อสังหา หรือก่อนจะเริ่มลงทุน ในธุรกิจอสังหาฯ นั้น แน่นอนว่า ท่านอาจจะต้องรู้จักกับลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ แต่ละประเภทกันก่อน เพราะความรู้ในเรื่องลักษณะโดยรวมของอสังหาฯ แต่ละประเภท คุณก็จะหากลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น โดยวันนี้เราจะพูดถึง ความต่างระหว่าง อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง

รู้จัก อสังหาแนวราบ กับแนวดิ่ง

อสังหาฯแนวราบ ที่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  1. บ้านเดี่ยว : บ้านยอดนิยม ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เนื้อที่กว้างขวาง รั้วรอบขอบชิด ได้ความเป็นส่วนตัว ปลอดการรบกวนของชาวบ้าน ซึ่งความใหญ่และเล็กก็จะแตกต่างกันไปตามรสนิยมและฐานะของเจ้าของบ้าน สำหรับเนื้อที่ของบ้านเดี่ยวนั้น ตามกฎหมายได้กำหนดขนาดไว้ว่า ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา โดยที่ดินจะต้องมีหน้ากว้างติดถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร และลึก 20 เมตร
  2. บ้านแฝด : บ้านที่สร้างขึ้นเป็นคู่ เป็น 2 หลัง แต่มีฝาบ้านติดกัน มีลักษณะคล้ายกับบ้านเดี่ยวแต่เนื้อที่น้อยกว่า ซึ่งการที่จะเป็นบ้านแฝดได้ ตามกฎหมายนั้นกำหนดไว้ว่าจะต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา และคู่หนึ่งต้องมีความกว้างของที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 เมตร ซึ่งแบ่งเป็นข้างละ 8 เมตร
  3. ทาวน์เฮ้าส์ : เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บ้านแถว ตั้งอยู่ตามเมือง มีพื้นที่จอดรถและสวนหย่อมหน้าบ้าน และตามกฎหมายทาวน์เฮ้าส์จะต้องมีขนาดที่ดินไม่เกิน 16 ตารางวา และมีขนาดความกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึก 16 เมตร
  4. อาคารพาณิชย์ : เรียกอีกอย่างว่าตึกแถว นิยมในชุมชนเมือง เพราะนอกจากจะใช้อยู่อาศัยได้แล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจได้อีกด้วย และเนื่องจากมีพื้นที่ไม่มาก จึงนิยมก่อสร้างหลายชั้น

อสังหาฯแนวดิ่ง

1.คอนโดมิเนียม : มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าอาคารชุด มีหลายชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยห้องพักจำนวนมาก และภายใน 1 ห้อง ประกอบด้วย ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เรียกกันว่าพื้นที่ส่วนกลาง (Facility) เป็นจุดเด่นที่แต่ละโครงการจะมีมากน้อยต่างกันไป คอนโดมิเนียมมักตั้งอยู่ในทำเลดี สะดวกต่อการเดินทางใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งคอนโดมิเนียมนี้เอง ที่ ถูกแยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน  Condominium High rise – Condominium Low rise

  1. โรงแรม : ลักษณะคล้ายคอนโดมิเนียม แต่มีการแบ่งประเภทตามลักษณะต่างๆ ทั้งทำเล, หน้าที่(เพื่อการค้า,พักผ่อน,ประชุม,พักอาศัย,ท่องเที่ยว), แบ่งตามจำนวนห้องพัก, ราคาห้อง และระยะเวลาที่ลูกค้าเข้าพัก (ชั่วคราว, ประจำ)
  2. อพาร์ตเม้นต์ : ลักษณะคล้ายกับคอนโดมิเนียม หรือ ตึกแถว ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก สร้างหลายชั้นและประกอบด้วยห้องพักจำนวนมาก

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ลงทุนอสังหาให้รวย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้

การลงทุนในอสังหา นั้นได้รับความนิยมเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ หรือนักลงทุนมือเก๋า เพราะอสังหานั้น มีโอกาสทำกำไรให้มากได้ถึง 30% แต่ถึงแม้จะไม่ได้กำไรมากขนาดนั้น แต่ด้วยราคา ของอสังหาที่ค่อนข้างสูง ก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นจำยวนแงินที่ค่อนข้าง แต่เราจะ ลงทุนอสังหาให้รวย ได้อย่างไร เรามีขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทาง

ลงทุนอสังหาให้รวย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1-รู้จักรูปแบบการลงทุน – ด้วยตัวอสังหานั้นมีรูปแบบการลงทุน ที่เป็นที่คุ้นเคยกันประมาณ 5รูปแบบได้แก่

ลงทุนแบบเก็งกำไร

ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน หรือรายวัน

นายหน้าอสังหาฯ

ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ

ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

2-ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง – ตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท หรือแต่ละระดับ มีเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างกัน การที่จะทำกำไรได้ ก็ต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึก ของตลาดที่ตัวเองลงทุนอยู่ ให้เข้าใจรอบด้าน จนสามารถคาดเดาทิศทาง และหาโอกาสทำกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค อัตราการเช่า หรือการซื้อขาย อัตราดอกเบี้ย ปัจจัยบวก และลบ ของตลาดนั้น ๆ 

3-วางแผนให้ดีเยี่ยม – ทุกการลงทุนต้องการแผนที่ดี หลายคนพลาดเพียงเพราะมีเงินเย็นเต็มกระเป๋า แต่ดันลงทุนโดยปราศจากการวางแผนที่รัดกุม ทำให้เงินเย็นที่ควรจะงอกเงย กลายเป็นเงินร้อน และหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย การวางแผนลงทุนในอสังหา ก็ไม่ต่างกับการวางแผนธุรกิจทั่วไป จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมาย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง และวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

4-ซื่อสัตย์ – ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน หรือนักธุรกิจประเภทใด เครดิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของคุณคืออสังหาริมทรัพย์ ที่มีอายุผลิตภัณฑ์ยาวนาน ชื่อเสียงความไว้ใจในผลิตภัณฑ์ และตัวผู้ให้เช่าหรือผู้ขายก็ยิ่งต้องมั่นคงยาวนานตามไปด้วย ความซื่อสัตย์อาจไม่นำพากำไรง่าย ๆ มาให้คุณในระยะสั้น แต่จะนำพาความสำเร็จที่ยั่งยืนมาให้อย่างต่อเนื่อง

5-แบ่งผลตอบแทนอย่างเหมาะสม – เพราะในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อขาย หรือปล่อยเช่า แม้จะมีช่องทางอิเลคโทรนิคส์ที่ทันสมัย ในการนำเสนอสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาด มีช่องทางไฮเทคมากมาย ที่คุณจะได้รับแจ้งว่า มีโครงการใหม่ๆ ทำเลใดที่น่าลงทุนเพิ่ม แต่ช่องทางของการมีบุคคล (ที่น่าเชื่อถือ) คอยแนะนำ หรือบอกต่อ แบบปากต่อปาก นั้นก็ยังมีศักยภาพอยู่เสมอ และคุณก็ไม่ควรมองข้าม การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่นำผลกำไรดีๆ มาให้คุณ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด 

6-เข้าใจความเสี่ยง– โดยทั่วไปถ้าคุณลงทุนในหุ้น หรือกองทุน ก็จะมีคำเตือนให้ระวังความเสี่ยง แต่ไม่มีคำเตือนสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่ความจริงก็มีความเสี่ยงมากมายพอกัน หากคุณคิดจะลงทุนในอสังหา คุณก็ต้องศึกษาให้ดีว่า อสังหาโดยรวม และอสังหาที่คุณซื้อเพื่อปล่อยขาย หรือเช่านั้น จะมีความเสี่ยงใดบ้าง หากประเมินแล้วว่า เป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และมีแผนที่ดี ในการรับมือกับความเสี่ยงนั้น ก็ลุยได้เต็มที่ แต่ถ้าลงทุนเพราะซื้อตามเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอาจได้รับความเสี่ยงในแบบที่คุณไม่ได้คาดคิดไว้เหมือนกัน

7-จัดการบัญชีอย่างมีระบบ – มีหลายคนในโลกนี้ที่ขายอะไรได้เยอะแยะ มีเงินผ่านมือมากมาย แต่พอวัดระดับความมั่งคั่ง หรือดูผลประกอบการกันจริงๆ แล้วปรากฎว่า ไม่มีกำไร เพราะไม่ได้มีระบบบัญชี และการเงินที่รัดกุม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนอสังหาระดับใด ก็ต้องรู้จักศึกษาข้อมูลเรื่องบัญชี – การเงินให้เข้าใจด้วยตัวเอง เพราะมีรายการค่าใช้จ่ายมากมาย ที่แฝงอยู่ และทำให้เงินได้ที่คุณคิดว่าควรจะเป็นกำไรเยอะแยะนั้น เหลือแค่นิดเดียว เช่น ค่าเสื่อม ค่าส่วนกลาง ค่าธรรมเนียม ค่าซ่อมแซม ภาษี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ

พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

โอกาสในวิกฤตกับ อสังหาฯ ขาลง ที่อาจให้ผลตอบแทน ถึง 30%

อสังหาฯ ขาลง

จากสถานการณ์โควิด หลายคนตัดสินใจหยุดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในตลาดหุ้น และทองคำ เพราะมีความผันผวนสูง ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ และพันธบัตร ไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนก่อนหน้า ส่วนการลงทุนเงินฝากเพื่อหวังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากนั้น แทนจะเรียกว่าการลงทุนไม่ได้แล้วเพราะ อัตราดอกเบี้ยนั้นต่ำมาก จนไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้เลย ถึง อสังหาฯ ขาลง แล้วแต่ กลับยังเป็นธุรกิจที่ยังน่าสนใจ และยังมีมูลค่า เพราะยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในอนาคต แถมยังเป็นกลุ่มเดียวที่มีความเสี่ยงจากการลงทุนที่ต่ำกว่าธุรกิจอื่นๆ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ธุรกิจอสังหาฯ ยังอยู่ในภาวะหดตัว และยังไม่มีวีแววว่าตลาดจะฟื้นตัวใน 1-2 ไตรมาสนี้ เพราะตราบใดที่ยังเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ ก็ยากที่เศรษฐกิจ และธุรกิจต่างๆ จะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

เหตุผลที่ อสังหาฯ ขาลง ยังน่าลงทุน

-จำนวนซับพลายในตลาดมีให้เลือกจำนวนมาก

-สงครามราคา ที่ทำให้ราคาขายอสังหาฯ ถูกกว่าในช่วงสถานการณ์ปกติ 30-40% โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม

-ธนาคารให้เครดิตกับนักลงทุนที่มีเงินสะสม และมีรายได้ที่มั่นคง

-เป็นช่วงที่มีมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ด้วยการลดหน่อยภาษีการจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

-เป็นช่วงที่มีการจัดแคมเปญพิเศษ มากมาย และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น จากการเร่งระบายสต๊อก

-อสังหาฯ คือ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ซื้ออสังหาฯ ทั้งที่เป็นอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะการซื้อเพื่อการลงทุนนั้น เรียกได้ว่าเป็นโอกาสในวิกฤตของธุรกิจจริงๆ เพราะการซื้ออสังหาฯ เพื่อลงทุนในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ผู้ซื้อจะได้กำไรจากส่วนต่างมากที่สุด เพราะการซื้อในช่วงนี้ ผู้ซื้ออาจมีกำไรจากการซื้อ ไม่ต่ำกว่า 20-30% จากส่วนลดของราคาขาย ที่ผู้ประกอบการจัดแคมเปญ เพื่อระบายสต๊อก และในบางราย สามารถมีกำไรจากการซื้อมาถึง 40% 

แม้ว่าการซื้ออสังหาฯ เพื่อลงทุนในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่ผู้ซื้อเพื่อลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนมือใหม่นั้นจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการลงทุนด้วย เพราะการลงทุนทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นในการลงทุน จึงควรเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

1. ลงทุนแบบเก็งกำไร

เรียกว่าเป็นรูปแบบการลงทุนยอดนิยม ของนักลงทุนมือใหม่ เพราะเป็นการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่เร็วที่สุด โดยการลงทุนที่ดี ควรจะสามารถทำกำไรได้เลย นับตั้งแต่ตอนซื้อ หรือต้องแน่ใจว่า จะสามารถทำกำไรได้แน่นอน หากเราซื้อแล้วต้องการปล่อยขายในทันที จะต้องมีคนรอซื้อต่อ และได้กำไรด้วย เช่น การซื้อคอนโดราคาถูก หรือการซื้อในราคาต่ำกว่าตลาด ที่ดีที่สุด ควรได้ราคาต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 15 – 20% ยิ่งต่ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้โอกาสในการทำกำไรได้มีมากขึ้น ซึ่งอาจจะใช้วิธีการซื้อคอนโดจากผู้ขาย ที่มีความจำเป็นต้องรีบขาย ทั้งขายห้องคอนโด ขายใบจอง หรือขายดาวน์ ที่จำเป็นต้องขายจริงๆ รีบใช้เงิน ก็จะทำให้เรามีอำนาจต่อรอง สามารถซื้อคอนโดมาทำกำไรได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง

2. ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน หรือรายวัน

อีกหนึ่งประเภทของการลงทุน ที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเสือนอนกินได้เลยทีเดียว ทั้งนี้การเป็นนักลงทุนประเภทนี้ อาจต้องมีเงินเย็น หรือเงินเก็บสักก้อน ในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ อย่าง คอนโด บ้าน หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน โดยนักลงทุน สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ตกแต่งห้อง หรืออสังหาฯ หรือรับฟังความต้องการจากผู้เช่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าอีกทาง

3. นายหน้าอสังหาฯ

เรียกได้ว่ารวยด้วยอสังหาฯ ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากสำหรับการเป็นนายหน้าอสังหาฯ เพียงแค่ต้องสร้างสังคม มีคนรู้จักในวงการอสังหาฯ พอสมควร และยังต้องรู้จักการใช้วาทะศิลป์พูดโน้มน้าวไปพร้อมกับการทำการตลาดยุคใหม่ไปพร้อมกันๆ โดยปกติแล้วการเป็นนายหน้าอสังหาฯ มีหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเชื่อมโยงความต้องการระหว่างเจ้าของอสังหาฯ และผู้ซื้อ ซึ่งหากการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นไปด้วยดี นายหน้าอสังหาฯ จะได้ค่าส่วนต่างประมาณ 3% หรือคิดง่ายๆ ล้านละ 30,000 บาท โดยจะได้รับค่าส่วนต่างในวันที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้ทำธุรกรรมต่างๆ ณ กรมที่ดิน

4. ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ รวยง่ายๆ แบบไม่ต้องปวดหัว

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กลัวภาวะต้องเผชิญหน้ากับการขาดทุน อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯนั้น สามารถลงมือทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย และสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแค่มีเงินหลักพันก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว แถมยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพ โดยจะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกและลงทุนในอสังหาฯ หรือหลักทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด

5. ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

ปิดท้ายรูปแบบการลงทุนอสังหาฯ ที่ช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ สามารถตัดสินใจลงทุนอสังหาฯ ที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้มากขึ้น นั่นคือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือมือใหม่แกะกล่อง แต่ดันถูกทอดขายในตลาดมาทำการตกแต่งให้สวย เป็นสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com

ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน

ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน


เชื่อว่าหลายคน มีความคิดที่อยากมีอสังหาริมทรัพย์ เป็นของตัวเองบ้าง เพราะสามารถสร้างรายได้ จากการเก็งกำไร หรือเก็บเงินค่าเช่ารายเดือน รายปี คิดว่าลงทุนแล้วเหมือนเป็นเสือนอนกิน แต่หลายคนกับคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ และทำได้แค่คิดเท่านั้นแหละ เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น ที่จะต้องมีเงินเยอะๆ ก่อนที่จะใช้ในการซื้อที่ดิน ซื้ออาคาร หรือคอนโด ที่มีราคาสูงมากหลายร้อย หลายพันล้านบาท คิดว่าไม่มีทางที่มนุษย์เงินเดือนตาดำๆ เงินเดือนไม่ได้สูงมากขนาดนั้น แม้จะพอมีเงินสำหรับใช้ลงทุนอยู่บ้าง จะสามารถลงทุนในอสังหาฯ ราคาแพงได้จริง การมองหาทางเลือกอื่น มาเสริมเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น อีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว นั่นคือ ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน นั่นเอง ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนที่จะแปลง ‘ค่าเช่า’ กลับมาในรูปของ ‘เงินปันผล’ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อปล่อยกินค่าเช่านั้นให้ผลตอบแทนที่ดี และที่สำคัญ ยังสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตาม ‘อัตราเงินเฟ้อ’ ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้อีกด้วย หากดู ‘อัตราเงินปันผล’

รู้จัก 3 ประเภท “กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์”

เมื่อรู้แล้วว่า “กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์” น่าสนใจในฐานะเป็นแหล่งในการสร้าง Passive Income ที่ดีให้กับนักลงทุนได้ คราวนี้..ก็มาดูว่า รูปแบบของกองทุนในกลุ่มนี้มีอะไรกันบ้าง? ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) เป็นรูปแบบดั้งเดิมของกองทุน ที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือกำเนิดมาในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย มีการลงทุนซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น อาคาร สำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามบิน เป็นต้น เน้นบริหารทรัพย์สิน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเช่า” ซึ่งปัจจุบันไม่มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองใหม่เปิดเพิ่มแล้ว แต่กองทุนเดิมยังมีการซื้อ-ขายกันอยู่ในกระดานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) ซึ่งบางคนจะเรียกว่า ‘กองรีท’ (REITs) หรือ ‘กองทรัสต์’ (TRUST) นั่นเอง เป็นกองทุนที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นรูปแบบปัจจุบัน มีความคล้ายกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) แต่มีข้อดีที่ต่างออกไปคือ กองรีท (REITs) จะช่วยลดข้อจำกัด และกฎเกณฑ์การลงทุนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ REITs สามารถเปิดกว้าง และเพิ่มโอกาสการลงทุนที่มากกว่า เช่น สามารถลงทุนในทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศได้ ให้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนเพิ่มได้ หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างไม่เสร็จได้อีกด้วย เป็นต้น
  • กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF) หรือที่เรียกกันว่า ‘กองทุนอินฟราฟันด์
  • (Infra Fund)’ เป็นรูปแบบกองทุนรวม ที่โฟกัสการลงทุนไปที่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั้งของ ‘ภาครัฐ’ และ ‘เอกชน’ เป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ ที่ช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์สาธารณะในวงกว้างของประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศมีการเติบโตในระยะยาว
  • เช่น โรงไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม และการสื่อสาร ถนน ทางพิเศษ ทางสัมปทาน เป็นต้น

ทำไมต้อง ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน

1-ใช้เงินไม่มาก

ข้อดีอันแรกเลยคือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ เมื่อเทียบกับลงทุนอสังหาฯ โดยตรง บอกไว้เลยว่าการ ลงทุนอสังหาด้วยกองทุน ซึ่งเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินแค่ไม่กี่ร้อยบาท ก็เป็นเจ้าของได้แล้ว แถมยังให้ผลตอบแทนดี เมื่อเทียบกับเงินลงทุน

2-เสี่ยงน้อยกว่าลงทุนเอง

เพราะกองทุนนั้น มีผู้เชี่ยวชาญคอยจัดการให้ทั้งหมด แต่ถ้าเราลงทุนในห้องชุด หรือคอนโด โดยตรงด้วยตนเอง แน่นอนว่าเราต้องหาคนเช่าด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ลงทุนอสังหาฯ โดยตรงแล้วจะเป็นเสือนอนกิน ต้องเจอกับความเสี่ยงในการปล่อยเช่าถ้าทำเลไม่ดีจริง ไหนจะวุ่ยวายกับค่าบริหารจัดการ ค่าซ่อมแซมต่างๆ อีก ทั้งการลงทุนผ่านกองทุน เราสามารถดูตรวจสอบราคาย้อนหลังได้อย่างง่ายดาย

3-มีสภาพคล่องสูง

หากเราลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ แล้วเกิดเปลี่ยนใจย้ายเงินไปลงทุนด้านอื่น หรืออยากเลิกลงทุนขึ้นมา ก็ซื้อง่ายขายคล่อง เพราะกองทุนอสังหาฯ นั้นซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเราลงทุนในอสังหาฯ โดยตรง แต่เกิดเปลี่ยนใจการจะหาคนมาซื้อต่อได้ยาก ซึ่งกองทุนอสังหาฯ มีให้เลือกกันถึง 3 แบบด้วยกัน ทั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองรีท นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว เน้นให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่าจะเป็นการแสวงหาผลกำไร ในระยะสั้นนะ ก่อนจะตัดสินใจลงทุนวางแผนให้ดีซะก่อนน้า


พบกับความรู้ดีดี เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ข่าวสารและโปรโมชั่น เพื่อความมั่นใจในการ ซื้อ-ขาย-เช่า กับ www.phuket-real-property.com